my clipping

ตัดข่าว นสพ. แบบออนไลน์....

Name:
Location: Thailand

Someone... on the sidewalk...

Friday, January 27, 2006

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเป็นป.ป.ช.9คน

ผู้ที่ได้รับการคัดเลือกจากวุฒิสภาให้เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริ ตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) 9 คน ประกอบด้วย 1.พล.ต.อ.ดรุณ โสตถิพันธุ์ อดีตที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 2.พล.ต.ท.วันชัย ศรีนวลนัด อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 3.พล.อ.เกษมชาติ นเรศเสนีย์ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากระทรวงกลาโหม 4.นายศิวะ แสงมณี อดีตอธิบดีกรมการปกครอง 5.นายไสว จันทะศรี อดีตรองประธานศาลฎีกา 6.นายสมศักดิ์ แก้วสุทธิ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 7.นายสุรพล เอกโยคยะ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา 8.นางแน่งน้อย ณ นคร อดีตรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ 9.นายสมโภชน์ กาญจนาภรณ์ อดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ

ส่วนผู้ที่ผ่านการสรรหาจากคณะกรรมการสรรหากรรมการ ป.ป.ช. อีก 9 คนที่ไม่ได้รับการคัดเลือก ประกอบด้วย 1.นายประเสริฐ เขียนนิลศิริ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลเยาวชน จ.ขอนแก่น 2.นายคัมภีร์ แก้วเจริญ อดีตอัยการสูงสุด 3.ดร.ภักดี โพธิศิริ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 4.นายกุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ อดีตหัวหน้าคณะผู้พิพากษาศาลฏีกา 5.นางสัจจา ศศะนาวิน อดีตรองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน 6.พล.ท.พิชาญเมธ ม่วงมณี อดีตรองแม่ทัพภาคที่ 3 7.นายสันติ บางอ้อ อดีตรองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) 8.นายภิรมย์ สิมะเสถียร อดีตรองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ 9.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่ขอถอนตัวไปก่อนที่จะมีการลงคะแนน

หน้า 14



หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ28 ม.ค.2549

ยันไม่พบบิ๊กล็อต329ล.หุ้นชิน จี้เลขาฯ"อ้อ"แจง

"ทักษิณ"ปิดปาก-บิ๊กตลท.หลบ ปชป.เย้ยเงียบเพราะตอบไม่ได้

"แม้ว"ปิดปากพูดเรื่องขายหุ้นชินฯ บิ๊กตลาดหุ้นหลบฉากเป็นแถว ไม่ตอบคำถามกรณีหุ้นชินฯโผล่ลึกลับผ่าน"แอมเพิล ริช" ตรวจสอบแล้วแอมเพิลฯไม่มีการขาย"บิ๊กล็อต"ผ่านตลาดหุ้น ทำรายงานเสนอ ก.ล.ต.ดำเนินการแล้ว ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขายหุ้นชินฯทุกประเด็น "กรณ์"ขย่ม"ทักษิณ"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ" ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม เรียกร้องภาคประชาชนทวงคืน สภาทนายความระบุประเทศอื่นๆ ให้ต่างชาติถือกิจการโทรคมได้ไม่เกิน 20%

@ "แม้ว"ยังถูกรุมซักปมขาย"ชิน"

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงถูกผู้สื่อข่าวเกาะติดซักถามกรณีขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จากสิงคโปร์ มูลค่า 7.33 หมื่นล้านบาท ท่ามกลาง "ปม" ใหม่ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการ "อำพราง" กรณีมีหุ้นของชิน คอร์ป โผล่เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนา 329 ล้านหุ้น โดยเชื่อว่าเป็นหุ้นที่ถูกถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนต์ จำกัด ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นอยู่ 100% ก่อนที่แอมเพิล ริช จะขายคืนให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาวในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท และนำมาขายให้เทมาเส็กหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้ได้กำไรเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รอสัมภาษณ์ว่า "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" จากนั้นได้เดินขึ้นห้องทำงานโดยไม่ตอบข้อซักถามใดๆ

ต่อมา ในเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปพบคณะแพทย์ พยาบาลอาสาสมัครไทยและนานาชาติ และผู้ป่วยจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตึกสันติไมตรี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นผู้สื่อข่าวได้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ไปกินขนมเข่งกัน" จากนั้นได้ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงการเรียกประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนในวันที่ 28 มกราคมเพียงสั้นๆ ว่า "คงจะคุยเรื่องการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ไม่มีการหารือพื้นที่จะลงไปวางแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนรอบ 2"

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกผิดหวังกับกระแสตอบรับภายหลังตระกูลชินวัตรขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมตอบคำถามและรีบเดินฝ่าวงล้อมของสื่อข่าวไปทันที

@ "เลี้ยบ"ไม่ตอบ"ซุกหุ้นภาค2"หรือไม่


นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจจะส่งผลต่อภาพพจน์ของรัฐบาล ว่า เป็นเรื่องที่นายกฯพูดชัดเจนแล้วว่าต้องการทุ่มเทงานทางด้านการเมืองให้เต็ม ที่ จะได้ไม่มีประเด็นปัญหาที่จะถูกกล่าวหาว่าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนเรื่องกระบวนการเจรจาซื้อขายหรืออะไรหลังจากนี้ ทุกอย่างก็ยึดหลักของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับการตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากมีอะไรที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง

ผู้สื่อ ข่าวถามว่า ขณะนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ "ซุกหุ้นภาค 2" นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการเจรจาซื้อขายหุ้นซึ่งมีข้อมูลน่าจะได้ออกมาชี้แ จงให้ละเอียด เพราะถ้ายังมีความคลาดเคลื่อนก็จะได้ทำความกระจ่างให้กับสาธารณชน เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการขายหุ้นครั้งนี้แล้ว ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีข้อมูลการเจรจาซื้อขายหุ้น ดังนั้น คงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ แต่ที่จะเกี่ยวข้องคงเป็นกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถ้ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างไรก็ต้องชี้แจงไป

@ บิ๊กตลท.หลบฉากปม"แอมเพิล ริช"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่กองทุนแอมเพิล ริช ขายหุ้นชินจำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ) ได้แจ้ง ก.ล.ต.ตามแบบฟอร์มรายงานการขายหุ้นว่าได้ทำรายการซื้อขายหุ้นดังกล่าวผ่านตล าดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีรายการซื้อขายดังกล่าวนั้น

ผู้สื่อข่าวรา ยงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ นายสุทธิชัย จิตรวณิชย์กุล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แต่ถูกปฏิเสธ โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดประชุม

@ ไม่พบ"แอมเพิลริช"แจ้งขายในตลท.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับแจ้งว่าตลาดหลักทรัพย์ได้ตรวจสอบรายการซื้อขายหุ้นชินฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ตามที่ ก.ล.ต.ได้สอบถามมา และไม่พบรายการซื้อขายในจำนวนที่แอมเพิล ริช แจ้งขายให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ทั้งในกระดานต่างประเทศ (Foreign Board) และกระดานซื้อขายรายการใหญ่ (Big lot) แต่อย่างใด จึงได้ยืนยันกลับไปที่ ก.ล.ต.แล้วว่าไม่มีรายการดังกล่าวจริง และเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.ที่จะสอบถามข้อเท็จจริงไปยังผู้รายงาน และเป็นอำนาจของ ก.ล.ต.ที่จะดำเนินการต่อไป

รายงานข่าวจาก ก.ล.ต.แจ้งว่า ก.ล.ต.ได้ประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์และพบว่าไม่มีรายการซื้อขาย Big Lot ในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 20 มกราคม จึงได้สั่งการให้ผู้รายงานชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา และปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการชี้แจง จึงจะทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยคาดว่าจะได้รับการชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 30 มกราคมนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากรายการซื้อขายดังกล่าวเป็นการดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งแอมเพิล ริช และนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับโบรกเกอร์ในอัตรา 0.25% ของมูลค่าซื้อขาย หรือเท่ากับ 822,500 บาท ดังนั้น หากไม่พบรายการซื้อขาย ก็แสดงว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าว

@ เลขาฯ"พจมาน"ยังไม่แจ้งก.ล.ต.

จากกรณีที่นางกาญจนาภา หงษ์เหิน(เลขานุการคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี) แจ้ง ก.ล.ต.ว่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม บริษัทแอมเพิล ริช ขายหุ้น SHIN จำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้แก่ น.ส.พิณทองทาและนายพานทองแท้ ชินวัตร โดยระบุว่าเป็นการซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่ปรากฏในกระดานซื้อขาย ซึ่ง ก.ล.ต.ระบุว่าได้แจ้งให้นางกาญจนาภาชี้แจงข้อมูลแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.เกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลดังกล่าว พบว่า ก.ล.ต.ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการชี้แจงข้อมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก.ล.ต.ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนางกาญจนาภาแต่อย่างใด

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้พยายามติดต่อไปยังนางกาญจนาภา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยบุคคลใกล้ชิดของนางกาญจนาภาอ้างว่าจะติดต่อกลับภายหลัง

@ "ทนง"ไม่รู้ไม่เห็น"แอมเพิล ริช"

นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงบริษัทแอมเพิล ริช ซึ่งขายหุ้นให้กับบุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติว่า ตนไม่รู้เรื่อง และที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไม่ได้รายงานใ ห้ทราบแต่อย่างใด

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต. หรือตลาดหลักรัพย์หรือไม่ นายทนงปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่ส่ายหน้า และตอบว่าไม่รู้

@ ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขาย"ชิน"

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานประชุมคณะทำงานศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการขายหุ้นของครอบครัวชิน วัตร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมด้วย

ภายหลังการประชุม นายกรณ์เปิดเผยว่า เป็นการประชุมครั้งแรก โดยรวบรวมประเด็นที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ โดยได้แบ่งงานให้แต่ละคนไปทำ เพื่อตรวจสอบว่าการขายหุ้นและแต่ละขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การขายหุ้นครั้งนี้ถู กต้องทั้งในแง่กฎหมาย ประเพณี และความชอบธรรมในทุกแง่มุมหรือไม่ รวมทั้งเหตุที่ครอบครัวของผู้ขายมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นก็ต้องดูว่า มีการใช้อำนาจของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้ออย่างไรหรือไม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงตามนั้น นอกจากประเทศไม่ได้อะไรจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ประเทศก็จะมีความเสียหายด้วย เพราะต้องยอมรับว่าการที่สิงคโปร์มาซื้อนั้นก็ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และธุ รกิจ โดยในเชิงยุทธศาสตร์ สิงคโปร์มีความต้องการที่หลากหลายจากประเทศไทยอยู่แล้ว ทั้งในแง่ธุรกิจและความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ หากสิงคโปร์จะใช้โอกาสในการซื้อหุ้นส่วนนี้จากครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเจรจาต่อรองขอสิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษ ก็ไม่แปลกใจ ซึ่งหากมีการมอบสิทธิพิเศษให้แก่สิงคโปร์จริง ก็เป็นการกระทำที่มิชอบ เพราะการขายหุ้นเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว

@ รุกปมแก้กม.โทรคม-โอนหุ้นให้ญาติ

นายกรณ์กล่าวว่า การย้อนดูข้อมูลของคณะทำงานนั้นต้องดูว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณเองที่แก้ไขให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม 49% ต่อมาปรับลดเป็น 25% เพื่อสกัดการเข้ามาของทุนต่างประเทศในบริษัทคู่แข่ง แต่พอตัวเองเริ่มมีแนวคิดที่จะขายหุ้น ก็เห็นสมควรแก้กฎหมายให้กลับมาอยู่ระดับเดิม คือ 49% โดยเฉพาะเมื่อดูถึงจังหวะในการแก้กฎหมายนี้ก็มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่แก้เพื ่อเอื้อการขายหุ้นของครอบครัวตัวเองตามข่าวที่ปรากฏ ซึ่งก็คือผลประโยชน์ทับซ้อน และจะย้อนดูการโอนหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาไปสู่ญาติ เป็นประเด็นที่มีข้อครหาต่อเนื่อง ยังไม่ชัดเจน และกรมสรรพากรตีความสับสนมาก จะเป็นโอกาสที่พรรคจะตรวจสอบในแง่ของความถูกต้องของการทำงาน เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้องค์กรต่างๆ ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือมีการกระทำหรือวินิจฉัยในเรื่องต่างๆ ที่เอื้อต่อการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่

"นอกจากนี้ การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ทำไมฝ่ายกำกับไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่าที่ควร หากถามว่ามีการปล่อยข่าวโดยตั้งใจให้เป็นที่รับรู้ว่าจะเป็นการขายหุ้นเพื่อ สร้างราคาหุ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ก็ต้องดูในแง่ของการออกข่าวและต้องดูลำดับของการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น" นายกรณ์กล่าว และว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎรได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานมาชี้แจงข้อมูลที่สภ า ในเวลา 09.30 น.

@ เหน็บ"แม้ว"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ"

ส่วนกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะมีการซุกหุ้นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากการให้บริษัทแอมเพิล ริช ถือหุ้นไว้แทนก่อนนำออกขายนั้น นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องศึกษา เพราะเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ก็สลับซับซ้อนพอสมควร โดยจะหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ในวันที่ 28 มกราคม

ผ ู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่ซุกหุ้นครั้งนี้จะแตกต่างกับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินแล้ วหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า สรุปอย่างนั้นก็ได้ คิดว่าคำถามง่ายๆ คือ ทำไมบริษัทต่างชาติบริษัทนี้จึงขายหุ้นให้แก่ลูกของ พ.ต.ท.ทักษิณในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย แต่ด้วยความที่แอมเพิล ริช เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ข้อครหานี้ควรจะต้องมีคำตอบ อย่างน้อยต้องมีความพยายามที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริง และคงต้องไปตีความกันเอาเองว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้

@ "กอร์ปศักดิ์"ชี้ไม่ตอบเพราะตอบไม่ได้

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมชี้แจงกรณีที่แอมเพิล ริช ขายหุ้นให้แก่ลูกนายกฯในราคาหุ้นละ 1 บาทว่า เหตุที่ไม่ชี้แจงเพราะตอบไม่ได้ ตอนนี้จึงไม่สนใจแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะตอบอย่างไร แต่ต้องการเรียกร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธป ท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ที่ต้องดูเรื่องเส้นทางเดินของเงิน เพราะอาจจะเป็นการฟอกเงินด้วย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ สมกับที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน และทำหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

@ "มาร์ค"ถามแอมเพิลฯเป็นใคร"ใจดีจัง"

นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว อยากถามว่า บริษัท แอมเพิล ริช เป็นของใคร ทำไมถึงใจดีขายหุ้นชินให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท เพื่อมาขายในราคาหุ้นละ 49 บาทกว่า ภายใน 3 วัน ซึ่งเป็นความผิดปกติที่จะต้องตรวจสอบ และเป็นประเด็นปัญหาที่สืบเนื่องมาตั้งแต่คดีซุกหุ้น โดยตอนนั้นเคยมีคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่มีคำโต้แย้งกันในเรื่องคำวินิจฉั ยว่า เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจหรือไม่ และเคยมีการโอนหุ้นในหมู่ญาติด้วยกันในราคาถูก เพราะในอดีตกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ได้หุ้นมาในราคาถูกนี้ต้องเสียภาษี ก็เหมือนกับมีรายได้เพิ่มเข้ามา แต่พอกรณีนี้กลับวินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียจนกว่าจะมีการขาย เพราะว่ากำไรยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และวันนี้เมื่อขาย กรมสรรพากรกลับบอกว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสีย

"ทั้งที่มีจังห วะที่ต้องเสียภาษีเกิดการโอน 2 ครั้ง แล้วเอาเหตุผลเดียวมาลบกันไปลบกันมาจนไม่ต้องเสียแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะออกคำวินิจฉัยใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อจะมารองรับตรงนี้ด้วย" นายอภิสิทธิ์กล่าว

@ ซัดสรรพากรสร้างบรรทัดฐานที่แย่

นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในเรื่องของกรมสรรพากรจะเป็นปัญหาบรรทัดฐานเป็นทางเลี่ยงภาษี จะมีการเปิดช่องให้เกิดการเลี่ยงภาษีกันมากมายทั้งๆ ที่กรมสรรพากรก็รณรงค์กันอยู่ที่ให้ทุกคนช่วยกันเสียภาษี มีการบ่นกันมากตั้งแต่ประชานิยมมีการไล่เก็บภาษีกันมากมายไปหมด แต่ว่าเงินก้อนใหญ่ตรงนี้กลับหายไป แม้ว่าจะบอกว่าไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำด้วยเจตนาที่จะไม่เสียภาษี เพราะถ้าเลือกเสียภาษีก็จะมีเงินที่ไปช่วยคนยากจนได้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในส่วนการทำงานของพรรค คาดว่าคณะทำงานจะรวบรวมข้อมูลได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งจะชี้ชัดได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไร เกี่ยวข้องกับใคร หรือหน่วยงานใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ และหลังจากนี้ก็จะทำหนังสือถึง ก.ล.ต.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการขายหุ้นครั้งนี้ด้วย

@ ธปท.ชี้ช่องตรวจ"แอมเพิล ริช"

นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต้องการ ธปท.ตรวจสอบการนำเงินออกนอกประเทศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่บริษัทแอมเพ ิล ริช อินเวสต์เม้นท์ ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้กับบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ว่า ตามพระราชบัญญัติ ธปท.กำหนดว่าหากจะตรวจสอบต้องตรวจทั้งหมดไม่ทำเฉพาะราย แต่หากทำเรื่องขอมาคงจะต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครขอให้ ธปท.ดำเนินการตรวจสอบการนำเงินออกประเทศแบบเฉพาะราย

นายเกริกกล่าวว่ า อีกทางหนึ่งที่จะน่าจะเป็นทางออกได้ คือ ทางกลุ่มองค์กร อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ใช้อำนาจของตัวเองขอความร่วมมือจาก ธปท.ในลักษณะการส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่สามารถตรวจสอบทางเดินเงินที่ผิดปกติได้ เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสรรพากร

@ สภาทนายชี้ปท.อื่นให้ถือไม่เกิน25%

นายเดชอุดม ไกรฤกษ์ นายกสภาทนายความ เปิดเผยว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ขอความร่วมมือกับสภาทนายความให้พิจารณาจัดทำคำแถลงการณ์ต่อประชาชนเกี่ยว กับการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ เนื่องจากเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ โดยอยู่ระหว่างการยกร่างผลสรุปรายงานวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาปัญหาภาษีอากร สำหรับการเสียภาษีของบุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่ได้นอกตลาดหลักทรัพย์และเงินได้ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะแถลงในวันที่ 30 มกราคมนี้

ทั้งนี้ ในส่วนของความมั่นคงคิดว่าเป็นผลจากการแก้ไขพระราชบัญญัติโทรคมนาคม (ให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้เพิ่มขึ้น จากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 49%) และการถือหุ้นไขว้กันไปมาทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อขายสูงกว่าปกติ หากเป็นเรื่องของเอกชนเพียงอย่างเดียว คงจะไม่มีใครว่าอะไร แต่การซื้อขายหุ้นโทรคมนาคมตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นของสาธารณะจะต้องมีการตรวจสอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงและถือเป็นเรื่องอ่อนไหว

"นอกจากนี้ ทุกประเทศที่เทมาเส็กเข้าไปซื้อกิจการด้านโทรคมนาคมก็จะได้รับสิทธิในการถือ หุ้นไม่เกิน 20% เท่านั้น โดยรัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้เหตุผลว่าเพื่อความมั่นคง" สภาทนายความระบุ

@ ชี้"สุดยอดนักภาษี"ช่วยวางแผนเลี่ยง

นายเดชอุดมกล่าวอีกว่า กรณีประโยชน์สาธารณะ ทางคณะศึกษาของสภาทนายความให้ความสนใจกับเรื่องหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดห ลักทรัพย์ เนื่องจากกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดหล ักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุน แต่กรณีนี้ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีจะต้องมีทรัสตี (Trustee-ผู้ดูแลทรัพย์สินหรือมรดก) เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยินยอม เพราะอาจกลัวเสียค่าธรรมเนียม จึงนำสินทรัพย์ทั้งหมดออกมานอกตลาด ซึ่งขณะนั้นประเมินเป็นหุ้น แต่ในการขายหุ้นครั้งนี้ใช้การประเมินเป็นหลักทรัพย์ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีใน การซื้อขาย

ประเด็นสำคัญของกฎหมายไทยในประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1)ระบุไว้ชัดเจนว่า การจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าจะต้องมีการตกลงก่อนที่จะมีการโอนและเมื่อมีการตัดส ินใจให้ถือว่ามีการส่งมอบแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ควรจะตามกันต่อไปคือ ดูว่าวันที่ครอบครัวชินวัตรมีการส่งมอบหุ้นในมือให้กับโบรกเกอร์ เพื่อนำไปจำหน่าย มีการขายแล้วหรือไม่

"ไม่มีกฎหมายของประเทศใดที่ ยอมให้ทรัพย์สินตัวเดียวกัน วันนี้เป็นหุ้น พรุ่งนี้เป็นหลักทรัพย์ เพราะหากกฎหมายถูกแปลความเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนทุกรายทำตามนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องเสียภาษี ดีลครั้งนี้วางแผนโดยนักภาษีอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงจากหุ้นเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการพูดไม่หมด ขณะที่บทบาทของกรมสรรพากรก็ไม่มีสิทธิพูดแทนอะไร แต่กรมสรรพากรควรทำหน้าที่ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น" นายเดชอุดมกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ถือว่าครอบครัวชินวัตรกระทำผิด จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม 2550 (ครบรอบปีภาษี) จึงจะรู้ว่าวิธีการซื้อขายหุ้นจะต้องเสียภาษีหรือไม่

@ ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม

ที่รัฐสภา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีบริษัทชินขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ทำให้กลุ่มดังกล่าวเข้ามาถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ไอทีวีด้วย ว่าขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนและกลุ่มทุนในประเทศหาแนวทางที่จะขอซื้อหุ้นของ บริษัทไอทีวีจำกัด (มหาชน) กลับคืนจากกลุ่มทุนสิงคโปร์ เพื่อป้องกันการครอบงำสื่อของทุนข้ามชาติ

"ที่เจ็บปวดคือ การขายชิน คอร์ป แล้วแถมไอทีวีไปด้วย ซึ่งต้องไม่ลืมว่าไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะ สื่อธุรกิจ หรือภาคประชาชนมีโอกาสถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและการเมืองได้ตลอดเวลา ที่น่ากลัวคือการเชื่อมโยงกับทุนข้ามชาติให้เข้ามาครอบครอง ดังนั้น แนวทางในการจะทำ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องมีการกำหนดสาระสำคัญที่ จะป้องกันกลุ่มทุนข้ามชาติไม่ให้เข้ามาครอบครองสมบัติของชาติได้" นพ.นิรันดร์กล่าวว่า นอกจากนี้ดาวเทียมไทยคมที่ถูกขายไปด้วยในครั้งนี้ น่าติดตามถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและทรัพยากรของประเทศอีกประการหนึ่ง "ไทยคม" เป็นชื่อพระราชทาน

@ โพลเชื่อใช้อิทธิพลการเมืองเอื้อขายชิน

วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลสำรวจเรื่อง "ความนิยมของประชาชนต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการขายหุ้นชินฯ" โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ในเขตกรุงเทพมหานคร 1,168 คน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 38.7 หรือเกินกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า การขายหุ้นของชินฯให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เป็นทั้งเรื่องของธุรกิจภายในครอบครัวของนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนร้อยละ 66.3 เชื่อว่าเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นธุรกิจโทรคมนาคม จากร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 49 สำหรับเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อขายหุ้นกับกลุ่มทุนต่างชาติ

@ ไม่เชื่อนายกฯบริจาคมูลนิธิ

นอกจากนั้น ประชาชนยังเห็นว่า มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจถึง ร้อยละ 60.1 รองลงมาคือ ร้อยละ 50.5 คิดว่าเป็นเพราะการผูกขาดในธุรกิจ กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 59.1 คิดว่าการขายหุ้นชินฯของคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลบภาพลักษณ์ผลประโยช น์ทับซ้อนได้ นอกจากนั้น การขายหุ้นชิน คอร์ป ในครั้งนี้ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 52 ส่วนความคาดหวังที่นายกรัฐมนตรี อาจนำเงินส่วนหนึ่งมาทำประโยชน์ให้กับสังคมกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 62.9 คาดหวังน้อยหรือไม่คาดหวังเลย โดยไม่คาดหวังเงินจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ร้อยละ 40.7 คาดหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หน้า 1


หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ 28 ม.ค. 2549

แกะรอย Ample Rich "ทักษิณ"โอนหุ้นปริศนา ใครคือเจ้าของตัวจริง?

บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสต์เมนท์ส (Ample Rich Investments Ltd.) กลายเป็นจุดสนใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อได้ขายหุ้นบริษัท ขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือชินคอร์ป จำนวน 329.2 ล้านหุ้น ให้แก่ น.ส.พิณทองทา และนายพานทองแท้ ชินวัตร คนละ 164.6 ล้านหุ้น ราคา 1 บาท/หุ้น (ซื้อขายกันนอกตลาดหลักทรัพย์ แต่แจ้งว่า ทำรายการซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์?) และ 2 พี่น้องตระกูลชินวัตรได้นำไปขายต่อให้แก่กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์ในราคา 49.25 บาท/หุ้น ได้กำไรถึง 15,883 ล้านบาท

การกระทำดังกล่าวมองว่า เป็นเทคนิคในทางกฎหมายเพื่อเลี่ยงไม่ต้องเสียภาษีในส่วนกำไรของหุ้น เพราะถ้าให้ Ample Rich ขายหุ้นให้แก่กองทุนเทมาเส็กโดยตรงจะต้องเสียภาษีกว่า 3,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญในแวดวงตลาดหุ้นไม่เข้าใจคือ เมื่อ Ample Rich จดทะเบียนจัดตั้งบนเกาะบริติชเวอร์จิ้น ซึ่งกำไรของบริษัทไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ถ้าโอนขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่กองทุนเทมาเส็กโดยทำธุรกรรมกันนอกประเทศก็ไม่ต้ องเสียภาษีอยู่แล้ว แต่กลับโอนหุ้นกันหลายทอด ทำให้เกิดความยุ่งยากซับซ้อนและอาจเกิดความผิดพลาดและทำให้ประชาชนเกิดความส งสัย

ก่อนหน้านี้บริษัท Ample Rich เคยตกเป็นข่าวมาแล้ว เมื่อปลายปี 2543-2544 ในช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยา ถูกสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบว่า กระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 หรือไม่

บริษัท Ample Rich เป็นที่รู้จักของแวดวงนักลงทุนครั้งแรก เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2542 เมื่อนายบุญคลี ปลั่งศิริ กรรมการบริษัท ชินคอร์ป แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ชินคอร์ปได้มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย พ.ต.ท.ทักษิณมีการลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 23.75% หรือประมาณ 65.84 ล้านหุ้น เหลือ 11.88% หรือประมาณ 32.92 ล้านหุ้น โดยหุ้นที่ลดลง 11.87% นั้น โอนให้ถือในนามของ Ample Rich พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มเติมว่า Ample Rich ถือหุ้นโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 100% ซึ่งผู้ถือหุ้นถือเป็นบุคคลเดียวกันกับเจ้าของเดิม จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นไม่มีผลต่อโครงสร้างผู้ถือหุ้นทั้งด้านส่ว นตัวและบริษัท

นายบุญคลีอ้างต่อไปว่า การโอนหุ้นใหบริษัท Ample Rich ครั้งนี้เป็นการเตรียมการเพื่อสนับสนุนการที่บริษัทมีความต้องการที่จะประสบ ความสำเร็จในการจัดหาเงินทุนจากต่างประเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งสหรัฐอเมริ กา เพื่อนำมาขยายการลงทุนด้านโทรคมนาคมในประเทศไทย ตามที่แจ้ง ตลท. เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2542 ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะนำหุ้นเพิ่มทุนของชินคอร์ปเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพ ย์ประเทศสหรัฐอเมริกาต่อไป

อย่างไรก็ตาม ไม่ปรากฏหลักฐานว่า มีการใช้ Ample Rich เป็นเครื่องมือในการนำหุ้นชินคอร์ปเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาแต่อ ย่างใด

แต่เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนคดีซุกหุ้นและ ก.ล.ต.เข้าตรวจกลับพบว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้โอนหุ้น Ample Rich ที่ถืออยู่ 100% ไปให้บุคคลอื่น (ไม่ทราบว่าเป็นใคร) ไปเมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2543 ทั้งนี้ บริษัทดังกล่าวจดทะเบียนจัดตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2542 บนเกาะบริติช เวอร์จิ้น และมีสถานที่ติดต่ออยู่ที่สิงคโปร์ (รายงานการประชุมคณะกรรมการ ก.ล.ต.เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2544)

แต่สำนักงาน ก.ล.ต.เห็นว่า การไม่รายการหรือแจ้งการโอนหุ้น Ample Rich ให้แก่บุคคลอื่น พ.ต.ท.ทักษิณไม่มีเจตนาปกปิดจึงเห็นควรยุติเรื่อง (ไม่มีความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ฯมาตรา 246 ไม่รายการการเปลี่ยนแปลงการถือครองหุ้นทุกๆ ร้อยละ 5)

ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ พ.ต.ท.ทักษิณได้โอนหุ้น Ample Rich ให้แก่บุคคลใด มีความสัมพันธ์กันในลักษณะใด

เมื่อพิจารณาจากช่วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณโอนหุ้น Ample Rich ไปให้บุคคลอื่น เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณ-คุณหญิงพจมานโอนหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดกว่า 100 ล้านหุ้น ให้แก่นายพานทองแท้ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2543 แล้ว

รูปแบบการโอนหุ้น Ample Rich ของ พ.ต.ท.ทักษิณจึงน่าจะโอนให้แก่บุคคลใกล้ชิด ยิ่งเมื่อมาดูกรณีที่ Ample Rich ขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้แก่นายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา ราคา 1 บาท/หุ้น แล้วซึ่งเป็นราคาพาร์แล้วยิ่งทำให้เชื่อได้ว่า หุ้น Ample Rich อยู่ในมือของคนในตระกูลชินวัตร-ดามาพงศ์

ถ้าหุ้น Ample Rich อยู่ในการครอบครองของคนในตระกูลชินวัตรหรือดามาพงศ์จริงทั้ง 100% บริษัท Ample Rich จะกลายเป็นบุคคลกลุ่มเดียวกันกับบุคคลคนนั้นที่ต้องนับรวมหุ้นชินคอร์ปที่ถื อบุคคลนั้นอยู่เดิมเข้ากับหุ้นชินคอร์ปที่ Ample Rich ถืออยู่ 11.87% หรือประมาณ 32.92 ล้านหุ้น (ขณะนั้นราคาพาร์ 10 บาท) ตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์ มาตรา 258 (ดูรายละเอียด มาตรา 258(5)(6) ในล้อมกรอบ)

แต่ในช่วงที่ผ่านมา ไม่มีบุคคลใดในครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ ที่ถือครองหุ้นชินคอร์ปอยู่รายงานการได้มาของหุ้นชินคอร์ปในส่วนที่ Ample Rich ถืออยู่ร้อยละ 11.87% แก่สำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งอาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.หลักทรัพย์มาตรา 246 ที่ไม่มีรายการการเปลี่ยนแปลงการถือครองจำนวนหุ้นทุกๆ ร้อยละ 5

หรืออาจทำให้สันนิษฐานได้อีกทางหนึ่งว่า หุ้น Ample Rich มิได้อยู่ในมือของครอบครัวชินวัตร-ดามาพงศ์ แต่อยู่ในชื่อบุคคล "ลึกลับ" ที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ต้องการให้บุคคลภายนอกทราบ

ประเด็นนี้ถ้าการซื้อ ขายหุ้นชินคอร์ปมูลค่า 73,300 ล้านบาทโปร่งใส ตรงไปตรงมาอย่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณอ้าง ก็ไม่น่าที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะต้องปกปิดว่า หุ้น Ample Rich อยู่ในมือของใคร

หรือกลัวว่า เปิดชื่อผู้ถือหุ้น Ample Rich มาแล้วจะมีชะตากรรมเช่นเดียวกับคดีซุกหุ้นภาคแรก

พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535

ม าตรา 258 หลักทรัพย์ของกิจการที่บุคคลหรือห้างหุ้นส่วนดังต่อไปนี้ถืออยู่ให้นับรวมเป ็นหลักทรัพย์ของบุคคลตามมาตรา 246 และมาตรา 247 ด้วย

(1) คู่สมรสของบุคคลดังกล่าว

(2) บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของบุคคลดังกล่าว

(3) ห้างหุ้นส่วนสามัญที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วน

(4) ห้างหุ้นส่วนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) เป็นหุ้นส่วนจำพวกไม่จำกัดความรับผิด หรือเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดที่มีหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของหุ ้นทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัด

(5) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) ถือหุ้นรวมกันเกินร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น หรือ

(6) บริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัดที่บุคคลดังกล่าวหรือบุคคลตาม (1) หรือ (2) หรือห้างหุ้นส่วนตาม (3) หรือ (4) หรือบริษัทตาม (5) ถือหุ้นรวมกันเกินกว่าร้อยละสามสิบของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ บริษัทนั้น

(7) นิติบุคคลที่บุคคลตามมาตรา 246 และมาตรา 247 สามารถมีอำนาจในการจัดการในฐานะเป็นผู้แทนของนิติบุคคล

หน้า 2<


จาก หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ 28 ม.ค. 2549