ยันไม่พบบิ๊กล็อต329ล.หุ้นชิน จี้เลขาฯ"อ้อ"แจง
"ทักษิณ"ปิดปาก-บิ๊กตลท.หลบ ปชป.เย้ยเงียบเพราะตอบไม่ได้
"แม้ว"ปิดปากพูดเรื่องขายหุ้นชินฯ บิ๊กตลาดหุ้นหลบฉากเป็นแถว ไม่ตอบคำถามกรณีหุ้นชินฯโผล่ลึกลับผ่าน"แอมเพิล ริช" ตรวจสอบแล้วแอมเพิลฯไม่มีการขาย"บิ๊กล็อต"ผ่านตลาดหุ้น ทำรายงานเสนอ ก.ล.ต.ดำเนินการแล้ว ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขายหุ้นชินฯทุกประเด็น "กรณ์"ขย่ม"ทักษิณ"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ" ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม เรียกร้องภาคประชาชนทวงคืน สภาทนายความระบุประเทศอื่นๆ ให้ต่างชาติถือกิจการโทรคมได้ไม่เกิน 20%
@ "แม้ว"ยังถูกรุมซักปมขาย"ชิน"
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงถูกผู้สื่อข่าวเกาะติดซักถามกรณีขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จากสิงคโปร์ มูลค่า 7.33 หมื่นล้านบาท ท่ามกลาง "ปม" ใหม่ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการ "อำพราง" กรณีมีหุ้นของชิน คอร์ป โผล่เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนา 329 ล้านหุ้น โดยเชื่อว่าเป็นหุ้นที่ถูกถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนต์ จำกัด ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นอยู่ 100% ก่อนที่แอมเพิล ริช จะขายคืนให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาวในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท และนำมาขายให้เทมาเส็กหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้ได้กำไรเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รอสัมภาษณ์ว่า "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" จากนั้นได้เดินขึ้นห้องทำงานโดยไม่ตอบข้อซักถามใดๆ
ต่อมา ในเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปพบคณะแพทย์ พยาบาลอาสาสมัครไทยและนานาชาติ และผู้ป่วยจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตึกสันติไมตรี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นผู้สื่อข่าวได้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ไปกินขนมเข่งกัน" จากนั้นได้ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงการเรียกประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนในวันที่ 28 มกราคมเพียงสั้นๆ ว่า "คงจะคุยเรื่องการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ไม่มีการหารือพื้นที่จะลงไปวางแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนรอบ 2"
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกผิดหวังกับกระแสตอบรับภายหลังตระกูลชินวัตรขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมตอบคำถามและรีบเดินฝ่าวงล้อมของสื่อข่าวไปทันที
@ "เลี้ยบ"ไม่ตอบ"ซุกหุ้นภาค2"หรือไม่
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจจะส่งผลต่อภาพพจน์ของรัฐบาล ว่า เป็นเรื่องที่นายกฯพูดชัดเจนแล้วว่าต้องการทุ่มเทงานทางด้านการเมืองให้เต็ม ที่ จะได้ไม่มีประเด็นปัญหาที่จะถูกกล่าวหาว่าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนเรื่องกระบวนการเจรจาซื้อขายหรืออะไรหลังจากนี้ ทุกอย่างก็ยึดหลักของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับการตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากมีอะไรที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง
ผู้สื่อ ข่าวถามว่า ขณะนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ "ซุกหุ้นภาค 2" นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการเจรจาซื้อขายหุ้นซึ่งมีข้อมูลน่าจะได้ออกมาชี้แ จงให้ละเอียด เพราะถ้ายังมีความคลาดเคลื่อนก็จะได้ทำความกระจ่างให้กับสาธารณชน เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการขายหุ้นครั้งนี้แล้ว ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีข้อมูลการเจรจาซื้อขายหุ้น ดังนั้น คงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ แต่ที่จะเกี่ยวข้องคงเป็นกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถ้ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างไรก็ต้องชี้แจงไป
@ บิ๊กตลท.หลบฉากปม"แอมเพิล ริช"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่กองทุนแอมเพิล ริช ขายหุ้นชินจำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ) ได้แจ้ง ก.ล.ต.ตามแบบฟอร์มรายงานการขายหุ้นว่าได้ทำรายการซื้อขายหุ้นดังกล่าวผ่านตล าดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีรายการซื้อขายดังกล่าวนั้น
ผู้สื่อข่าวรา ยงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ นายสุทธิชัย จิตรวณิชย์กุล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แต่ถูกปฏิเสธ โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดประชุม
@ ไม่พบ"แอมเพิลริช"แจ้งขายในตลท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับแจ้งว่าตลาดหลักทรัพย์ได้ตรวจสอบรายการซื้อขายหุ้นชินฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ตามที่ ก.ล.ต.ได้สอบถามมา และไม่พบรายการซื้อขายในจำนวนที่แอมเพิล ริช แจ้งขายให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ทั้งในกระดานต่างประเทศ (Foreign Board) และกระดานซื้อขายรายการใหญ่ (Big lot) แต่อย่างใด จึงได้ยืนยันกลับไปที่ ก.ล.ต.แล้วว่าไม่มีรายการดังกล่าวจริง และเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.ที่จะสอบถามข้อเท็จจริงไปยังผู้รายงาน และเป็นอำนาจของ ก.ล.ต.ที่จะดำเนินการต่อไป
รายงานข่าวจาก ก.ล.ต.แจ้งว่า ก.ล.ต.ได้ประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์และพบว่าไม่มีรายการซื้อขาย Big Lot ในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 20 มกราคม จึงได้สั่งการให้ผู้รายงานชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา และปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการชี้แจง จึงจะทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยคาดว่าจะได้รับการชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 30 มกราคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากรายการซื้อขายดังกล่าวเป็นการดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งแอมเพิล ริช และนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับโบรกเกอร์ในอัตรา 0.25% ของมูลค่าซื้อขาย หรือเท่ากับ 822,500 บาท ดังนั้น หากไม่พบรายการซื้อขาย ก็แสดงว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าว
@ เลขาฯ"พจมาน"ยังไม่แจ้งก.ล.ต.
จากกรณีที่นางกาญจนาภา หงษ์เหิน(เลขานุการคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี) แจ้ง ก.ล.ต.ว่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม บริษัทแอมเพิล ริช ขายหุ้น SHIN จำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้แก่ น.ส.พิณทองทาและนายพานทองแท้ ชินวัตร โดยระบุว่าเป็นการซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่ปรากฏในกระดานซื้อขาย ซึ่ง ก.ล.ต.ระบุว่าได้แจ้งให้นางกาญจนาภาชี้แจงข้อมูลแล้วนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.เกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลดังกล่าว พบว่า ก.ล.ต.ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการชี้แจงข้อมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก.ล.ต.ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนางกาญจนาภาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้พยายามติดต่อไปยังนางกาญจนาภา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยบุคคลใกล้ชิดของนางกาญจนาภาอ้างว่าจะติดต่อกลับภายหลัง
@ "ทนง"ไม่รู้ไม่เห็น"แอมเพิล ริช"
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงบริษัทแอมเพิล ริช ซึ่งขายหุ้นให้กับบุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติว่า ตนไม่รู้เรื่อง และที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไม่ได้รายงานใ ห้ทราบแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต. หรือตลาดหลักรัพย์หรือไม่ นายทนงปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่ส่ายหน้า และตอบว่าไม่รู้
@ ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขาย"ชิน"
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานประชุมคณะทำงานศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการขายหุ้นของครอบครัวชิน วัตร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมด้วย
ภายหลังการประชุม นายกรณ์เปิดเผยว่า เป็นการประชุมครั้งแรก โดยรวบรวมประเด็นที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ โดยได้แบ่งงานให้แต่ละคนไปทำ เพื่อตรวจสอบว่าการขายหุ้นและแต่ละขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การขายหุ้นครั้งนี้ถู กต้องทั้งในแง่กฎหมาย ประเพณี และความชอบธรรมในทุกแง่มุมหรือไม่ รวมทั้งเหตุที่ครอบครัวของผู้ขายมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นก็ต้องดูว่า มีการใช้อำนาจของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้ออย่างไรหรือไม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงตามนั้น นอกจากประเทศไม่ได้อะไรจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ประเทศก็จะมีความเสียหายด้วย เพราะต้องยอมรับว่าการที่สิงคโปร์มาซื้อนั้นก็ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และธุ รกิจ โดยในเชิงยุทธศาสตร์ สิงคโปร์มีความต้องการที่หลากหลายจากประเทศไทยอยู่แล้ว ทั้งในแง่ธุรกิจและความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ หากสิงคโปร์จะใช้โอกาสในการซื้อหุ้นส่วนนี้จากครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเจรจาต่อรองขอสิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษ ก็ไม่แปลกใจ ซึ่งหากมีการมอบสิทธิพิเศษให้แก่สิงคโปร์จริง ก็เป็นการกระทำที่มิชอบ เพราะการขายหุ้นเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว
@ รุกปมแก้กม.โทรคม-โอนหุ้นให้ญาติ
นายกรณ์กล่าวว่า การย้อนดูข้อมูลของคณะทำงานนั้นต้องดูว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณเองที่แก้ไขให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม 49% ต่อมาปรับลดเป็น 25% เพื่อสกัดการเข้ามาของทุนต่างประเทศในบริษัทคู่แข่ง แต่พอตัวเองเริ่มมีแนวคิดที่จะขายหุ้น ก็เห็นสมควรแก้กฎหมายให้กลับมาอยู่ระดับเดิม คือ 49% โดยเฉพาะเมื่อดูถึงจังหวะในการแก้กฎหมายนี้ก็มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่แก้เพื ่อเอื้อการขายหุ้นของครอบครัวตัวเองตามข่าวที่ปรากฏ ซึ่งก็คือผลประโยชน์ทับซ้อน และจะย้อนดูการโอนหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาไปสู่ญาติ เป็นประเด็นที่มีข้อครหาต่อเนื่อง ยังไม่ชัดเจน และกรมสรรพากรตีความสับสนมาก จะเป็นโอกาสที่พรรคจะตรวจสอบในแง่ของความถูกต้องของการทำงาน เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้องค์กรต่างๆ ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือมีการกระทำหรือวินิจฉัยในเรื่องต่างๆ ที่เอื้อต่อการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่
"นอกจากนี้ การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ทำไมฝ่ายกำกับไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่าที่ควร หากถามว่ามีการปล่อยข่าวโดยตั้งใจให้เป็นที่รับรู้ว่าจะเป็นการขายหุ้นเพื่อ สร้างราคาหุ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ก็ต้องดูในแง่ของการออกข่าวและต้องดูลำดับของการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น" นายกรณ์กล่าว และว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎรได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานมาชี้แจงข้อมูลที่สภ า ในเวลา 09.30 น.
@ เหน็บ"แม้ว"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ"
ส่วนกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะมีการซุกหุ้นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากการให้บริษัทแอมเพิล ริช ถือหุ้นไว้แทนก่อนนำออกขายนั้น นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องศึกษา เพราะเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ก็สลับซับซ้อนพอสมควร โดยจะหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ในวันที่ 28 มกราคม
ผ ู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่ซุกหุ้นครั้งนี้จะแตกต่างกับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินแล้ วหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า สรุปอย่างนั้นก็ได้ คิดว่าคำถามง่ายๆ คือ ทำไมบริษัทต่างชาติบริษัทนี้จึงขายหุ้นให้แก่ลูกของ พ.ต.ท.ทักษิณในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย แต่ด้วยความที่แอมเพิล ริช เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ข้อครหานี้ควรจะต้องมีคำตอบ อย่างน้อยต้องมีความพยายามที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริง และคงต้องไปตีความกันเอาเองว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้
@ "กอร์ปศักดิ์"ชี้ไม่ตอบเพราะตอบไม่ได้
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมชี้แจงกรณีที่แอมเพิล ริช ขายหุ้นให้แก่ลูกนายกฯในราคาหุ้นละ 1 บาทว่า เหตุที่ไม่ชี้แจงเพราะตอบไม่ได้ ตอนนี้จึงไม่สนใจแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะตอบอย่างไร แต่ต้องการเรียกร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธป ท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ที่ต้องดูเรื่องเส้นทางเดินของเงิน เพราะอาจจะเป็นการฟอกเงินด้วย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ สมกับที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน และทำหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
@ "มาร์ค"ถามแอมเพิลฯเป็นใคร"ใจดีจัง"
นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว อยากถามว่า บริษัท แอมเพิล ริช เป็นของใคร ทำไมถึงใจดีขายหุ้นชินให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท เพื่อมาขายในราคาหุ้นละ 49 บาทกว่า ภายใน 3 วัน ซึ่งเป็นความผิดปกติที่จะต้องตรวจสอบ และเป็นประเด็นปัญหาที่สืบเนื่องมาตั้งแต่คดีซุกหุ้น โดยตอนนั้นเคยมีคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่มีคำโต้แย้งกันในเรื่องคำวินิจฉั ยว่า เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจหรือไม่ และเคยมีการโอนหุ้นในหมู่ญาติด้วยกันในราคาถูก เพราะในอดีตกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ได้หุ้นมาในราคาถูกนี้ต้องเสียภาษี ก็เหมือนกับมีรายได้เพิ่มเข้ามา แต่พอกรณีนี้กลับวินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียจนกว่าจะมีการขาย เพราะว่ากำไรยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และวันนี้เมื่อขาย กรมสรรพากรกลับบอกว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสีย
"ทั้งที่มีจังห วะที่ต้องเสียภาษีเกิดการโอน 2 ครั้ง แล้วเอาเหตุผลเดียวมาลบกันไปลบกันมาจนไม่ต้องเสียแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะออกคำวินิจฉัยใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อจะมารองรับตรงนี้ด้วย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
@ ซัดสรรพากรสร้างบรรทัดฐานที่แย่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในเรื่องของกรมสรรพากรจะเป็นปัญหาบรรทัดฐานเป็นทางเลี่ยงภาษี จะมีการเปิดช่องให้เกิดการเลี่ยงภาษีกันมากมายทั้งๆ ที่กรมสรรพากรก็รณรงค์กันอยู่ที่ให้ทุกคนช่วยกันเสียภาษี มีการบ่นกันมากตั้งแต่ประชานิยมมีการไล่เก็บภาษีกันมากมายไปหมด แต่ว่าเงินก้อนใหญ่ตรงนี้กลับหายไป แม้ว่าจะบอกว่าไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำด้วยเจตนาที่จะไม่เสียภาษี เพราะถ้าเลือกเสียภาษีก็จะมีเงินที่ไปช่วยคนยากจนได้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในส่วนการทำงานของพรรค คาดว่าคณะทำงานจะรวบรวมข้อมูลได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งจะชี้ชัดได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไร เกี่ยวข้องกับใคร หรือหน่วยงานใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ และหลังจากนี้ก็จะทำหนังสือถึง ก.ล.ต.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการขายหุ้นครั้งนี้ด้วย
@ ธปท.ชี้ช่องตรวจ"แอมเพิล ริช"
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต้องการ ธปท.ตรวจสอบการนำเงินออกนอกประเทศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่บริษัทแอมเพ ิล ริช อินเวสต์เม้นท์ ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้กับบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ว่า ตามพระราชบัญญัติ ธปท.กำหนดว่าหากจะตรวจสอบต้องตรวจทั้งหมดไม่ทำเฉพาะราย แต่หากทำเรื่องขอมาคงจะต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครขอให้ ธปท.ดำเนินการตรวจสอบการนำเงินออกประเทศแบบเฉพาะราย
นายเกริกกล่าวว่ า อีกทางหนึ่งที่จะน่าจะเป็นทางออกได้ คือ ทางกลุ่มองค์กร อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ใช้อำนาจของตัวเองขอความร่วมมือจาก ธปท.ในลักษณะการส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่สามารถตรวจสอบทางเดินเงินที่ผิดปกติได้ เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสรรพากร
@ สภาทนายชี้ปท.อื่นให้ถือไม่เกิน25%
นายเดชอุดม ไกรฤกษ์ นายกสภาทนายความ เปิดเผยว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ขอความร่วมมือกับสภาทนายความให้พิจารณาจัดทำคำแถลงการณ์ต่อประชาชนเกี่ยว กับการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ เนื่องจากเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ โดยอยู่ระหว่างการยกร่างผลสรุปรายงานวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาปัญหาภาษีอากร สำหรับการเสียภาษีของบุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่ได้นอกตลาดหลักทรัพย์และเงินได้ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะแถลงในวันที่ 30 มกราคมนี้
ทั้งนี้ ในส่วนของความมั่นคงคิดว่าเป็นผลจากการแก้ไขพระราชบัญญัติโทรคมนาคม (ให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้เพิ่มขึ้น จากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 49%) และการถือหุ้นไขว้กันไปมาทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อขายสูงกว่าปกติ หากเป็นเรื่องของเอกชนเพียงอย่างเดียว คงจะไม่มีใครว่าอะไร แต่การซื้อขายหุ้นโทรคมนาคมตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นของสาธารณะจะต้องมีการตรวจสอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงและถือเป็นเรื่องอ่อนไหว
"นอกจากนี้ ทุกประเทศที่เทมาเส็กเข้าไปซื้อกิจการด้านโทรคมนาคมก็จะได้รับสิทธิในการถือ หุ้นไม่เกิน 20% เท่านั้น โดยรัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้เหตุผลว่าเพื่อความมั่นคง" สภาทนายความระบุ
@ ชี้"สุดยอดนักภาษี"ช่วยวางแผนเลี่ยง
นายเดชอุดมกล่าวอีกว่า กรณีประโยชน์สาธารณะ ทางคณะศึกษาของสภาทนายความให้ความสนใจกับเรื่องหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดห ลักทรัพย์ เนื่องจากกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดหล ักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุน แต่กรณีนี้ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีจะต้องมีทรัสตี (Trustee-ผู้ดูแลทรัพย์สินหรือมรดก) เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยินยอม เพราะอาจกลัวเสียค่าธรรมเนียม จึงนำสินทรัพย์ทั้งหมดออกมานอกตลาด ซึ่งขณะนั้นประเมินเป็นหุ้น แต่ในการขายหุ้นครั้งนี้ใช้การประเมินเป็นหลักทรัพย์ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีใน การซื้อขาย
ประเด็นสำคัญของกฎหมายไทยในประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1)ระบุไว้ชัดเจนว่า การจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าจะต้องมีการตกลงก่อนที่จะมีการโอนและเมื่อมีการตัดส ินใจให้ถือว่ามีการส่งมอบแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ควรจะตามกันต่อไปคือ ดูว่าวันที่ครอบครัวชินวัตรมีการส่งมอบหุ้นในมือให้กับโบรกเกอร์ เพื่อนำไปจำหน่าย มีการขายแล้วหรือไม่
"ไม่มีกฎหมายของประเทศใดที่ ยอมให้ทรัพย์สินตัวเดียวกัน วันนี้เป็นหุ้น พรุ่งนี้เป็นหลักทรัพย์ เพราะหากกฎหมายถูกแปลความเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนทุกรายทำตามนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องเสียภาษี ดีลครั้งนี้วางแผนโดยนักภาษีอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงจากหุ้นเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการพูดไม่หมด ขณะที่บทบาทของกรมสรรพากรก็ไม่มีสิทธิพูดแทนอะไร แต่กรมสรรพากรควรทำหน้าที่ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น" นายเดชอุดมกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ถือว่าครอบครัวชินวัตรกระทำผิด จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม 2550 (ครบรอบปีภาษี) จึงจะรู้ว่าวิธีการซื้อขายหุ้นจะต้องเสียภาษีหรือไม่
@ ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม
ที่รัฐสภา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีบริษัทชินขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ทำให้กลุ่มดังกล่าวเข้ามาถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ไอทีวีด้วย ว่าขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนและกลุ่มทุนในประเทศหาแนวทางที่จะขอซื้อหุ้นของ บริษัทไอทีวีจำกัด (มหาชน) กลับคืนจากกลุ่มทุนสิงคโปร์ เพื่อป้องกันการครอบงำสื่อของทุนข้ามชาติ
"ที่เจ็บปวดคือ การขายชิน คอร์ป แล้วแถมไอทีวีไปด้วย ซึ่งต้องไม่ลืมว่าไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะ สื่อธุรกิจ หรือภาคประชาชนมีโอกาสถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและการเมืองได้ตลอดเวลา ที่น่ากลัวคือการเชื่อมโยงกับทุนข้ามชาติให้เข้ามาครอบครอง ดังนั้น แนวทางในการจะทำ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องมีการกำหนดสาระสำคัญที่ จะป้องกันกลุ่มทุนข้ามชาติไม่ให้เข้ามาครอบครองสมบัติของชาติได้" นพ.นิรันดร์กล่าวว่า นอกจากนี้ดาวเทียมไทยคมที่ถูกขายไปด้วยในครั้งนี้ น่าติดตามถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและทรัพยากรของประเทศอีกประการหนึ่ง "ไทยคม" เป็นชื่อพระราชทาน
@ โพลเชื่อใช้อิทธิพลการเมืองเอื้อขายชิน
วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลสำรวจเรื่อง "ความนิยมของประชาชนต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการขายหุ้นชินฯ" โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ในเขตกรุงเทพมหานคร 1,168 คน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 38.7 หรือเกินกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า การขายหุ้นของชินฯให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เป็นทั้งเรื่องของธุรกิจภายในครอบครัวของนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนร้อยละ 66.3 เชื่อว่าเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นธุรกิจโทรคมนาคม จากร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 49 สำหรับเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อขายหุ้นกับกลุ่มทุนต่างชาติ
@ ไม่เชื่อนายกฯบริจาคมูลนิธิ
นอกจากนั้น ประชาชนยังเห็นว่า มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจถึง ร้อยละ 60.1 รองลงมาคือ ร้อยละ 50.5 คิดว่าเป็นเพราะการผูกขาดในธุรกิจ กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 59.1 คิดว่าการขายหุ้นชินฯของคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลบภาพลักษณ์ผลประโยช น์ทับซ้อนได้ นอกจากนั้น การขายหุ้นชิน คอร์ป ในครั้งนี้ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 52 ส่วนความคาดหวังที่นายกรัฐมนตรี อาจนำเงินส่วนหนึ่งมาทำประโยชน์ให้กับสังคมกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 62.9 คาดหวังน้อยหรือไม่คาดหวังเลย โดยไม่คาดหวังเงินจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ร้อยละ 40.7 คาดหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หน้า 1
หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ 28 ม.ค. 2549
"แม้ว"ปิดปากพูดเรื่องขายหุ้นชินฯ บิ๊กตลาดหุ้นหลบฉากเป็นแถว ไม่ตอบคำถามกรณีหุ้นชินฯโผล่ลึกลับผ่าน"แอมเพิล ริช" ตรวจสอบแล้วแอมเพิลฯไม่มีการขาย"บิ๊กล็อต"ผ่านตลาดหุ้น ทำรายงานเสนอ ก.ล.ต.ดำเนินการแล้ว ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขายหุ้นชินฯทุกประเด็น "กรณ์"ขย่ม"ทักษิณ"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ" ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม เรียกร้องภาคประชาชนทวงคืน สภาทนายความระบุประเทศอื่นๆ ให้ต่างชาติถือกิจการโทรคมได้ไม่เกิน 20%
@ "แม้ว"ยังถูกรุมซักปมขาย"ชิน"
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ยังคงถูกผู้สื่อข่าวเกาะติดซักถามกรณีขายหุ้นชิน คอร์ปอเรชั่น ให้กับเทมาเส็ก โฮลดิ้งส์ จากสิงคโปร์ มูลค่า 7.33 หมื่นล้านบาท ท่ามกลาง "ปม" ใหม่ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าจะมีการ "อำพราง" กรณีมีหุ้นของชิน คอร์ป โผล่เพิ่มขึ้นมาอย่างปริศนา 329 ล้านหุ้น โดยเชื่อว่าเป็นหุ้นที่ถูกถือไว้ในนามบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสเมนต์ จำกัด ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณถือหุ้นอยู่ 100% ก่อนที่แอมเพิล ริช จะขายคืนให้กับนายพานทองแท้และ น.ส.พิณทองทา บุตรชายและบุตรสาวในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาท และนำมาขายให้เทมาเส็กหุ้นละ 49.25 บาท ทำให้ได้กำไรเกือบ 1.6 หมื่นล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าวันที่ 27 มกราคม ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางมาถึงทำเนียบรัฐบาล ทันทีที่มาถึง พ.ต.ท.ทักษิณได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่รอสัมภาษณ์ว่า "ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้" จากนั้นได้เดินขึ้นห้องทำงานโดยไม่ตอบข้อซักถามใดๆ
ต่อมา ในเวลา 13.30 น. พ.ต.ท.ทักษิณได้เดินจากตึกไทยคู่ฟ้าเพื่อไปพบคณะแพทย์ พยาบาลอาสาสมัครไทยและนานาชาติ และผู้ป่วยจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ตึกสันติไมตรี เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณเห็นผู้สื่อข่าวได้กล่าวด้วยสีหน้ายิ้มแย้มว่า "ไปกินขนมเข่งกัน" จากนั้นได้ตอบข้อถามผู้สื่อข่าวถึงการเรียกประธานประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนในวันที่ 28 มกราคมเพียงสั้นๆ ว่า "คงจะคุยเรื่องการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนเจ้าหน้าที่เป็นหลัก ไม่มีการหารือพื้นที่จะลงไปวางแนวทางการแก้ไขปัญหาความยากจนรอบ 2"
ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกผิดหวังกับกระแสตอบรับภายหลังตระกูลชินวัตรขายหุ้นของบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือไม่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมตอบคำถามและรีบเดินฝ่าวงล้อมของสื่อข่าวไปทันที
@ "เลี้ยบ"ไม่ตอบ"ซุกหุ้นภาค2"หรือไม่
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการขายหุ้นชินคอร์ปของครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่อาจจะส่งผลต่อภาพพจน์ของรัฐบาล ว่า เป็นเรื่องที่นายกฯพูดชัดเจนแล้วว่าต้องการทุ่มเทงานทางด้านการเมืองให้เต็ม ที่ จะได้ไม่มีประเด็นปัญหาที่จะถูกกล่าวหาว่าไปมีผลประโยชน์ทับซ้อน ส่วนเรื่องกระบวนการเจรจาซื้อขายหรืออะไรหลังจากนี้ ทุกอย่างก็ยึดหลักของกฎหมาย ถือเป็นเรื่องปกติที่จะมีการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะนายกฯเป็นบุคคลสาธารณะ ต้องยอมรับการตรวจสอบได้อยู่แล้ว ดังนั้น หากมีอะไรที่ต้องชี้แจงก็ต้องชี้แจงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง
ผู้สื่อ ข่าวถามว่า ขณะนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการ "ซุกหุ้นภาค 2" นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ผู้เกี่ยวข้องที่มีส่วนในการเจรจาซื้อขายหุ้นซึ่งมีข้อมูลน่าจะได้ออกมาชี้แ จงให้ละเอียด เพราะถ้ายังมีความคลาดเคลื่อนก็จะได้ทำความกระจ่างให้กับสาธารณชน เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านได้ตั้งคณะทำงานตรวจสอบการขายหุ้นครั้งนี้แล้ว ในส่วนของรัฐบาลจะดำเนินการอะไรหรือไม่ นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า รัฐบาลไม่ได้มีข้อมูลการเจรจาซื้อขายหุ้น ดังนั้น คงไม่สามารถชี้แจงรายละเอียดได้ แต่ที่จะเกี่ยวข้องคงเป็นกระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ถ้ามีข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างไรก็ต้องชี้แจงไป
@ บิ๊กตลท.หลบฉากปม"แอมเพิล ริช"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกรณีที่กองทุนแอมเพิล ริช ขายหุ้นชินจำนวน 329 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 1 บาท ให้กับนายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวของนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ชินวัตร (ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ) ได้แจ้ง ก.ล.ต.ตามแบบฟอร์มรายงานการขายหุ้นว่าได้ทำรายการซื้อขายหุ้นดังกล่าวผ่านตล าดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย แต่จากการตรวจสอบไม่พบว่ามีรายการซื้อขายดังกล่าวนั้น
ผู้สื่อข่าวรา ยงานว่า ได้พยายามสอบถามไปยังผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ น.ส.โสภาวดี เลิศมนัสชัย รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ นายสุทธิชัย จิตรวณิชย์กุล รองผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ แต่ถูกปฏิเสธ โดยหน้าห้องแจ้งว่าติดประชุม
@ ไม่พบ"แอมเพิลริช"แจ้งขายในตลท.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ตลาดหลักทรัพย์ ได้รับแจ้งว่าตลาดหลักทรัพย์ได้ตรวจสอบรายการซื้อขายหุ้นชินฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคมที่ผ่านมา ตามที่ ก.ล.ต.ได้สอบถามมา และไม่พบรายการซื้อขายในจำนวนที่แอมเพิล ริช แจ้งขายให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ทั้งในกระดานต่างประเทศ (Foreign Board) และกระดานซื้อขายรายการใหญ่ (Big lot) แต่อย่างใด จึงได้ยืนยันกลับไปที่ ก.ล.ต.แล้วว่าไม่มีรายการดังกล่าวจริง และเป็นหน้าที่ของ ก.ล.ต.ที่จะสอบถามข้อเท็จจริงไปยังผู้รายงาน และเป็นอำนาจของ ก.ล.ต.ที่จะดำเนินการต่อไป
รายงานข่าวจาก ก.ล.ต.แจ้งว่า ก.ล.ต.ได้ประสานงานกับตลาดหลักทรัพย์และพบว่าไม่มีรายการซื้อขาย Big Lot ในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 20 มกราคม จึงได้สั่งการให้ผู้รายงานชี้แจงข้อเท็จจริงกลับมา และปัจจุบันอยู่ระหว่างการรอการชี้แจง จึงจะทราบว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยคาดว่าจะได้รับการชี้แจงข้อเท็จจริงในวันที่ 30 มกราคมนี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หากรายการซื้อขายดังกล่าวเป็นการดำเนินการในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งแอมเพิล ริช และนายพานทองแท้ กับ น.ส.พิณทองทา จะต้องเสียค่าธรรมเนียมให้กับโบรกเกอร์ในอัตรา 0.25% ของมูลค่าซื้อขาย หรือเท่ากับ 822,500 บาท ดังนั้น หากไม่พบรายการซื้อขาย ก็แสดงว่าทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายดังกล่าว
@ เลขาฯ"พจมาน"ยังไม่แจ้งก.ล.ต.
จากกรณีที่นางกาญจนาภา หงษ์เหิน(เลขานุการคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยานายกรัฐมนตรี) แจ้ง ก.ล.ต.ว่าเมื่อวันที่ 20 มกราคม บริษัทแอมเพิล ริช ขายหุ้น SHIN จำนวน 329.2 ล้านหุ้นให้แก่ น.ส.พิณทองทาและนายพานทองแท้ ชินวัตร โดยระบุว่าเป็นการซื้อผ่านตลาดหลักทรัพย์ แต่ไม่ปรากฏในกระดานซื้อขาย ซึ่ง ก.ล.ต.ระบุว่าได้แจ้งให้นางกาญจนาภาชี้แจงข้อมูลแล้วนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการสอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ ก.ล.ต.เกี่ยวกับการชี้แจงข้อมูลดังกล่าว พบว่า ก.ล.ต.ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการชี้แจงข้อมูล ซึ่งจนถึงขณะนี้ ก.ล.ต.ยังไม่ได้รับการติดต่อจากนางกาญจนาภาแต่อย่างใด
นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าว "มติชน" ได้พยายามติดต่อไปยังนางกาญจนาภา แต่ไม่สามารถติดต่อได้ โดยบุคคลใกล้ชิดของนางกาญจนาภาอ้างว่าจะติดต่อกลับภายหลัง
@ "ทนง"ไม่รู้ไม่เห็น"แอมเพิล ริช"
นายทนง พิทยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงบริษัทแอมเพิล ริช ซึ่งขายหุ้นให้กับบุตรชายและบุตรสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ที่มีการตั้งข้อสังเกตว่ามีความผิดปกติว่า ตนไม่รู้เรื่อง และที่ผ่านมาคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ก็ยังไม่ได้รายงานใ ห้ทราบแต่อย่างใด
เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามว่า จะมีการติดตามหรือสอบถามเพิ่มเติมจาก ก.ล.ต. หรือตลาดหลักรัพย์หรือไม่ นายทนงปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ได้แต่ส่ายหน้า และตอบว่าไม่รู้
@ ปชป.ประชุมนัดแรกแกะรอยขาย"ชิน"
ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธานประชุมคณะทำงานศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับการขายหุ้นของครอบครัวชิน วัตร โดยมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เข้าร่วมประชุมด้วย
ภายหลังการประชุม นายกรณ์เปิดเผยว่า เป็นการประชุมครั้งแรก โดยรวบรวมประเด็นที่หลากหลาย ได้แลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้เชี่ยวชาญ ผู้มีประสบการณ์ โดยได้แบ่งงานให้แต่ละคนไปทำ เพื่อตรวจสอบว่าการขายหุ้นและแต่ละขั้นตอนเพื่อนำไปสู่การขายหุ้นครั้งนี้ถู กต้องทั้งในแง่กฎหมาย ประเพณี และความชอบธรรมในทุกแง่มุมหรือไม่ รวมทั้งเหตุที่ครอบครัวของผู้ขายมีตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นก็ต้องดูว่า มีการใช้อำนาจของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ซื้ออย่างไรหรือไม่ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงตามนั้น นอกจากประเทศไม่ได้อะไรจากการซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ประเทศก็จะมีความเสียหายด้วย เพราะต้องยอมรับว่าการที่สิงคโปร์มาซื้อนั้นก็ด้วยเหตุผลทางยุทธศาสตร์และธุ รกิจ โดยในเชิงยุทธศาสตร์ สิงคโปร์มีความต้องการที่หลากหลายจากประเทศไทยอยู่แล้ว ทั้งในแง่ธุรกิจและความมั่นคงของประเทศสิงคโปร์ หากสิงคโปร์จะใช้โอกาสในการซื้อหุ้นส่วนนี้จากครอบครัว พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะเจรจาต่อรองขอสิทธิประโยชน์และสิทธิพิเศษ ก็ไม่แปลกใจ ซึ่งหากมีการมอบสิทธิพิเศษให้แก่สิงคโปร์จริง ก็เป็นการกระทำที่มิชอบ เพราะการขายหุ้นเป็นผลประโยชน์ส่วนตัว
@ รุกปมแก้กม.โทรคม-โอนหุ้นให้ญาติ
นายกรณ์กล่าวว่า การย้อนดูข้อมูลของคณะทำงานนั้นต้องดูว่ารัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณเองที่แก้ไขให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคม 49% ต่อมาปรับลดเป็น 25% เพื่อสกัดการเข้ามาของทุนต่างประเทศในบริษัทคู่แข่ง แต่พอตัวเองเริ่มมีแนวคิดที่จะขายหุ้น ก็เห็นสมควรแก้กฎหมายให้กลับมาอยู่ระดับเดิม คือ 49% โดยเฉพาะเมื่อดูถึงจังหวะในการแก้กฎหมายนี้ก็มีเจตนารมณ์ที่ชัดเจนที่แก้เพื ่อเอื้อการขายหุ้นของครอบครัวตัวเองตามข่าวที่ปรากฏ ซึ่งก็คือผลประโยชน์ทับซ้อน และจะย้อนดูการโอนหุ้นจาก พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยาไปสู่ญาติ เป็นประเด็นที่มีข้อครหาต่อเนื่อง ยังไม่ชัดเจน และกรมสรรพากรตีความสับสนมาก จะเป็นโอกาสที่พรรคจะตรวจสอบในแง่ของความถูกต้องของการทำงาน เพื่อพิสูจน์ว่าทั้งหมดนี้องค์กรต่างๆ ของรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัดหรือไม่ หรือมีการกระทำหรือวินิจฉัยในเรื่องต่างๆ ที่เอื้อต่อการขายหุ้นครั้งนี้หรือไม่
"นอกจากนี้ การซื้อขายหุ้นครั้งนี้ ทำไมฝ่ายกำกับไม่ปฏิบัติตามหน้าที่เท่าที่ควร หากถามว่ามีการปล่อยข่าวโดยตั้งใจให้เป็นที่รับรู้ว่าจะเป็นการขายหุ้นเพื่อ สร้างราคาหุ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหรือไม่ ก็ต้องดูในแง่ของการออกข่าวและต้องดูลำดับของการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้น" นายกรณ์กล่าว และว่า ทั้งนี้ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ คณะกรรมาธิการ(กมธ.) การพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎรได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยงานมาชี้แจงข้อมูลที่สภ า ในเวลา 09.30 น.
@ เหน็บ"แม้ว"ไม่กล้าตอบเรื่อง"แอมเพิลฯ"
ส่วนกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า จะมีการซุกหุ้นเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง อันเนื่องจากการให้บริษัทแอมเพิล ริช ถือหุ้นไว้แทนก่อนนำออกขายนั้น นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องศึกษา เพราะเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก แต่ก็สลับซับซ้อนพอสมควร โดยจะหารือกับนายกอร์ปศักดิ์ในวันที่ 28 มกราคม
ผ ู้สื่อข่าวถามว่า ประเด็นที่ซุกหุ้นครั้งนี้จะแตกต่างกับประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยตัดสินแล้ วหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า สรุปอย่างนั้นก็ได้ คิดว่าคำถามง่ายๆ คือ ทำไมบริษัทต่างชาติบริษัทนี้จึงขายหุ้นให้แก่ลูกของ พ.ต.ท.ทักษิณในราคาหุ้นละ 1 บาท ซึ่งต้องใช้กระบวนการทางกฎหมาย แต่ด้วยความที่แอมเพิล ริช เป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในต่างประเทศ คงไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ข้อครหานี้ควรจะต้องมีคำตอบ อย่างน้อยต้องมีความพยายามที่จะเข้าถึงข้อเท็จจริง และคงต้องไปตีความกันเอาเองว่า ทำไม พ.ต.ท.ทักษิณจึงไม่กล้าพูดถึงเรื่องนี้
@ "กอร์ปศักดิ์"ชี้ไม่ตอบเพราะตอบไม่ได้
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยอมชี้แจงกรณีที่แอมเพิล ริช ขายหุ้นให้แก่ลูกนายกฯในราคาหุ้นละ 1 บาทว่า เหตุที่ไม่ชี้แจงเพราะตอบไม่ได้ ตอนนี้จึงไม่สนใจแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะตอบอย่างไร แต่ต้องการเรียกร้องหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธป ท.) คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) ที่ต้องดูเรื่องเส้นทางเดินของเงิน เพราะอาจจะเป็นการฟอกเงินด้วย ปฏิบัติหน้าที่ตรวจสอบเรื่องนี้ สมกับที่กินเงินเดือนจากภาษีของประชาชน และทำหน้าที่สมกับเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
@ "มาร์ค"ถามแอมเพิลฯเป็นใคร"ใจดีจัง"
นายอภิสิทธิ์ เวชชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว อยากถามว่า บริษัท แอมเพิล ริช เป็นของใคร ทำไมถึงใจดีขายหุ้นชินให้นายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท เพื่อมาขายในราคาหุ้นละ 49 บาทกว่า ภายใน 3 วัน ซึ่งเป็นความผิดปกติที่จะต้องตรวจสอบ และเป็นประเด็นปัญหาที่สืบเนื่องมาตั้งแต่คดีซุกหุ้น โดยตอนนั้นเคยมีคำวินิจฉัยของกรมสรรพากรที่มีคำโต้แย้งกันในเรื่องคำวินิจฉั ยว่า เอื้อประโยชน์ให้ผู้มีอำนาจหรือไม่ และเคยมีการโอนหุ้นในหมู่ญาติด้วยกันในราคาถูก เพราะในอดีตกรมสรรพากรเคยวินิจฉัยว่า ได้หุ้นมาในราคาถูกนี้ต้องเสียภาษี ก็เหมือนกับมีรายได้เพิ่มเข้ามา แต่พอกรณีนี้กลับวินิจฉัยว่าไม่ต้องเสียจนกว่าจะมีการขาย เพราะว่ากำไรยังไม่ได้เกิดขึ้นจริง และวันนี้เมื่อขาย กรมสรรพากรกลับบอกว่าขายในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสีย
"ทั้งที่มีจังห วะที่ต้องเสียภาษีเกิดการโอน 2 ครั้ง แล้วเอาเหตุผลเดียวมาลบกันไปลบกันมาจนไม่ต้องเสียแม้แต่ครั้งเดียว นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะออกคำวินิจฉัยใหม่เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อจะมารองรับตรงนี้ด้วย" นายอภิสิทธิ์กล่าว
@ ซัดสรรพากรสร้างบรรทัดฐานที่แย่
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในเรื่องของกรมสรรพากรจะเป็นปัญหาบรรทัดฐานเป็นทางเลี่ยงภาษี จะมีการเปิดช่องให้เกิดการเลี่ยงภาษีกันมากมายทั้งๆ ที่กรมสรรพากรก็รณรงค์กันอยู่ที่ให้ทุกคนช่วยกันเสียภาษี มีการบ่นกันมากตั้งแต่ประชานิยมมีการไล่เก็บภาษีกันมากมายไปหมด แต่ว่าเงินก้อนใหญ่ตรงนี้กลับหายไป แม้ว่าจะบอกว่าไม่ผิด แต่สิ่งที่ทำด้วยเจตนาที่จะไม่เสียภาษี เพราะถ้าเลือกเสียภาษีก็จะมีเงินที่ไปช่วยคนยากจนได้เป็นพันเป็นหมื่นล้าน ในส่วนการทำงานของพรรค คาดว่าคณะทำงานจะรวบรวมข้อมูลได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งจะชี้ชัดได้ว่าเจตนาที่แท้จริงคืออะไร เกี่ยวข้องกับใคร หรือหน่วยงานใดบ้างที่ต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ และหลังจากนี้ก็จะทำหนังสือถึง ก.ล.ต.เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับรายละเอียดการขายหุ้นครั้งนี้ด้วย
@ ธปท.ชี้ช่องตรวจ"แอมเพิล ริช"
นายเกริก วณิกกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ต้องการ ธปท.ตรวจสอบการนำเงินออกนอกประเทศของผู้ที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่บริษัทแอมเพ ิล ริช อินเวสต์เม้นท์ ขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นให้กับบุตรของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีในราคาหุ้นละ 1 บาท ว่า ตามพระราชบัญญัติ ธปท.กำหนดว่าหากจะตรวจสอบต้องตรวจทั้งหมดไม่ทำเฉพาะราย แต่หากทำเรื่องขอมาคงจะต้องพิจารณาอีกครั้ง แต่ที่ผ่านมายังไม่เคยมีใครขอให้ ธปท.ดำเนินการตรวจสอบการนำเงินออกประเทศแบบเฉพาะราย
นายเกริกกล่าวว่ า อีกทางหนึ่งที่จะน่าจะเป็นทางออกได้ คือ ทางกลุ่มองค์กร อย่างสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ใช้อำนาจของตัวเองขอความร่วมมือจาก ธปท.ในลักษณะการส่งผู้เชี่ยวชาญไปให้คำแนะนำในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ยังมีองค์กรอื่นๆ ที่สามารถตรวจสอบทางเดินเงินที่ผิดปกติได้ เช่น สำนักป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกรมสรรพากร
@ สภาทนายชี้ปท.อื่นให้ถือไม่เกิน25%
นายเดชอุดม ไกรฤกษ์ นายกสภาทนายความ เปิดเผยว่า สภาการหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ขอความร่วมมือกับสภาทนายความให้พิจารณาจัดทำคำแถลงการณ์ต่อประชาชนเกี่ยว กับการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตรและดามาพงศ์ เนื่องจากเห็นว่าจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงและการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ โดยอยู่ระหว่างการยกร่างผลสรุปรายงานวิชาการเกี่ยวกับการศึกษาปัญหาภาษีอากร สำหรับการเสียภาษีของบุคคลธรรมดา กรณีเงินได้ที่ได้นอกตลาดหลักทรัพย์และเงินได้ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคาดว่าจะแถลงในวันที่ 30 มกราคมนี้
ทั้งนี้ ในส่วนของความมั่นคงคิดว่าเป็นผลจากการแก้ไขพระราชบัญญัติโทรคมนาคม (ให้ต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมได้เพิ่มขึ้น จากไม่เกิน 25% เป็นไม่เกิน 49%) และการถือหุ้นไขว้กันไปมาทำให้ราคาหุ้นที่ซื้อขายสูงกว่าปกติ หากเป็นเรื่องของเอกชนเพียงอย่างเดียว คงจะไม่มีใครว่าอะไร แต่การซื้อขายหุ้นโทรคมนาคมตามมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ ให้ถือว่ากิจการโทรคมนาคมเป็นของสาธารณะจะต้องมีการตรวจสอบ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงและถือเป็นเรื่องอ่อนไหว
"นอกจากนี้ ทุกประเทศที่เทมาเส็กเข้าไปซื้อกิจการด้านโทรคมนาคมก็จะได้รับสิทธิในการถือ หุ้นไม่เกิน 20% เท่านั้น โดยรัฐบาลประเทศนั้นๆ ให้เหตุผลว่าเพื่อความมั่นคง" สภาทนายความระบุ
@ ชี้"สุดยอดนักภาษี"ช่วยวางแผนเลี่ยง
นายเดชอุดมกล่าวอีกว่า กรณีประโยชน์สาธารณะ ทางคณะศึกษาของสภาทนายความให้ความสนใจกับเรื่องหลักทรัพย์ที่ซื้อขายในตลาดห ลักทรัพย์ เนื่องจากกฎหมายของตลาดหลักทรัพย์ได้กำหนดให้บุคคลธรรมดาที่ซื้อขายในตลาดหล ักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษี เพื่อกระตุ้นให้มีการลงทุน แต่กรณีนี้ครอบครัวของนายกรัฐมนตรีจะต้องมีทรัสตี (Trustee-ผู้ดูแลทรัพย์สินหรือมรดก) เป็นผู้ดูแลทรัพย์สินระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ยินยอม เพราะอาจกลัวเสียค่าธรรมเนียม จึงนำสินทรัพย์ทั้งหมดออกมานอกตลาด ซึ่งขณะนั้นประเมินเป็นหุ้น แต่ในการขายหุ้นครั้งนี้ใช้การประเมินเป็นหลักทรัพย์ทำให้ไม่ต้องเสียภาษีใน การซื้อขาย
ประเด็นสำคัญของกฎหมายไทยในประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1)ระบุไว้ชัดเจนว่า การจำหน่ายจ่ายโอนสินค้าจะต้องมีการตกลงก่อนที่จะมีการโอนและเมื่อมีการตัดส ินใจให้ถือว่ามีการส่งมอบแล้ว ดังนั้น สิ่งที่ควรจะตามกันต่อไปคือ ดูว่าวันที่ครอบครัวชินวัตรมีการส่งมอบหุ้นในมือให้กับโบรกเกอร์ เพื่อนำไปจำหน่าย มีการขายแล้วหรือไม่
"ไม่มีกฎหมายของประเทศใดที่ ยอมให้ทรัพย์สินตัวเดียวกัน วันนี้เป็นหุ้น พรุ่งนี้เป็นหลักทรัพย์ เพราะหากกฎหมายถูกแปลความเช่นนี้ จะทำให้ประชาชนทุกรายทำตามนายกรัฐมนตรี เพื่อไม่ต้องเสียภาษี ดีลครั้งนี้วางแผนโดยนักภาษีอย่างเต็มรูปแบบ โดยไม่มีการพูดถึงการเปลี่ยนแปลงจากหุ้นเป็นหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นการพูดไม่หมด ขณะที่บทบาทของกรมสรรพากรก็ไม่มีสิทธิพูดแทนอะไร แต่กรมสรรพากรควรทำหน้าที่ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้น" นายเดชอุดมกล่าว และว่า อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ถือว่าครอบครัวชินวัตรกระทำผิด จนกว่าจะถึงเดือนมีนาคม 2550 (ครบรอบปีภาษี) จึงจะรู้ว่าวิธีการซื้อขายหุ้นจะต้องเสียภาษีหรือไม่
@ ส.ว.เจ็บปวดให้สิงคโปร์ยึดไอทีวี-ไทยคม
ที่รัฐสภา นพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ ส.ว.อุบลราชธานี ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีบริษัทชินขายหุ้นให้กับกลุ่มเทมาเส็กของประเทศสิงคโปร์ ทำให้กลุ่มดังกล่าวเข้ามาถือหุ้นในสถานีโทรทัศน์ไอทีวีด้วย ว่าขอเรียกร้องให้ภาคประชาชนและกลุ่มทุนในประเทศหาแนวทางที่จะขอซื้อหุ้นของ บริษัทไอทีวีจำกัด (มหาชน) กลับคืนจากกลุ่มทุนสิงคโปร์ เพื่อป้องกันการครอบงำสื่อของทุนข้ามชาติ
"ที่เจ็บปวดคือ การขายชิน คอร์ป แล้วแถมไอทีวีไปด้วย ซึ่งต้องไม่ลืมว่าไอทีวีเกิดขึ้นจากเหตุการณ์พฤษภา 2535 ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้เห็นว่า สื่อไม่ว่าจะเป็นสื่อสาธารณะ สื่อธุรกิจ หรือภาคประชาชนมีโอกาสถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนและการเมืองได้ตลอดเวลา ที่น่ากลัวคือการเชื่อมโยงกับทุนข้ามชาติให้เข้ามาครอบครอง ดังนั้น แนวทางในการจะทำ พ.ร.บ.ประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ต้องมีการกำหนดสาระสำคัญที่ จะป้องกันกลุ่มทุนข้ามชาติไม่ให้เข้ามาครอบครองสมบัติของชาติได้" นพ.นิรันดร์กล่าวว่า นอกจากนี้ดาวเทียมไทยคมที่ถูกขายไปด้วยในครั้งนี้ น่าติดตามถึงผลกระทบต่อความมั่นคงและทรัพยากรของประเทศอีกประการหนึ่ง "ไทยคม" เป็นชื่อพระราชทาน
@ โพลเชื่อใช้อิทธิพลการเมืองเอื้อขายชิน
วันเดียวกัน สำนักวิจัยเอแบคโพล มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลสำรวจเรื่อง "ความนิยมของประชาชนต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรี ภายหลังการขายหุ้นชินฯ" โดยสำรวจความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไป ในเขตกรุงเทพมหานคร 1,168 คน พบว่า ประชาชน ร้อยละ 38.7 หรือเกินกว่า 1 ใน 3 ระบุว่า การขายหุ้นของชินฯให้กลุ่มนักลงทุนต่างชาติ เป็นทั้งเรื่องของธุรกิจภายในครอบครัวของนายกรัฐมนตรี และเรื่องที่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศ ส่วนร้อยละ 66.3 เชื่อว่าเป็นการวางแผนไว้ล่วงหน้า ด้วยการแก้ไข พ.ร.บ.การประกอบกิจการโทรคมนาคม ที่ระบุให้ชาวต่างชาติสามารถถือหุ้นธุรกิจโทรคมนาคม จากร้อยละ 25 เป็น ร้อยละ 49 สำหรับเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อขายหุ้นกับกลุ่มทุนต่างชาติ
@ ไม่เชื่อนายกฯบริจาคมูลนิธิ
นอกจากนั้น ประชาชนยังเห็นว่า มีการใช้อิทธิพลทางการเมืองเพื่อเอื้อประโยชน์ทางธุรกิจถึง ร้อยละ 60.1 รองลงมาคือ ร้อยละ 50.5 คิดว่าเป็นเพราะการผูกขาดในธุรกิจ กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 59.1 คิดว่าการขายหุ้นชินฯของคนใกล้ชิดนายกรัฐมนตรีไม่สามารถลบภาพลักษณ์ผลประโยช น์ทับซ้อนได้ นอกจากนั้น การขายหุ้นชิน คอร์ป ในครั้งนี้ยังกระทบต่อภาพลักษณ์ของนายกรัฐมนตรีเพียงเล็กน้อย ร้อยละ 52 ส่วนความคาดหวังที่นายกรัฐมนตรี อาจนำเงินส่วนหนึ่งมาทำประโยชน์ให้กับสังคมกลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 62.9 คาดหวังน้อยหรือไม่คาดหวังเลย โดยไม่คาดหวังเงินจากนายกรัฐมนตรี ขณะที่ ร้อยละ 40.7 คาดหวังเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
หน้า 1
หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ 28 ม.ค. 2549

0 Comments:
Post a Comment
<< Home