ชีวิตบนซากปรักหักพัง หลังสงครามยาเสพติด



ภาสกร จำลองราช -เรื่อง พัทรยุทธ ฟักผล-ภาพ
กว่า 3 ปีแล้วที่ตาสาและยายแก้ว ภู่มาลา ต้องพยายามข่มตานอนเพียงเพื่อให้ผ่านค่ำคืนของแต่ละวัน โดยมีหลานชายตัวเล็กๆ นอนอยู่ข้างๆ
บ้านหลังขนาดย่อมในหมู่บ้านซับสะเดา ตำบลท่าใหม่ อำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ยามนี้ช่างดูเงียบเหงานัก สำหรับคู่ชีวิตวัยใกล้ 70 ปี แม้มีเสียงใสๆ ของเจ้าตัวน้อยคอยเจื้อยแจ้วให้คลายทุกข์ได้บ้าง แต่พอนึกถึงอนาคตของหลาน เหมือนมีอะไรมาสุมอยู่ในอกทำให้ร้อนรุ่มกระวนกระวายทุกครั้ง เพราะไม้ใกล้ฝั่งอย่างตายาย ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่ง แล้วไอ้หมาน้อยมันจะอยู่อย่างไร
ทุกครั้งที่ได้ยินผู้บริหารประเทศพา ป่าวประกาศผลงานการทำ "สงคราม" กับยาเสพติด พร้อมกับเสียงเฮรับของคนกลุ่มใหญ่ในสังคม สองตายายได้แต่ทอดถอนใจ
....ไม่ใช่เพราะไอ้สงครามนี่หรอกหรือที่ทำให้พวกแกต้องเสียลูกสาวและลูกเขย
ไม่ใช่เพราะไอ้สงครามนี่หรอกหรือที่ทำให้หลานชายทั้ง 2 คน ต้องกำพร้าพ่อแม่ตั้งแต่ยังแบเบาะ
ห ลังจากแต่งงาน "กัญรญา" ลูกสาวคนเล็กของตาสาและยายแก้วพร้อมกับสามีคือ นายนิคม อุ่นแก้ว ได้เข้ามาขายแรงงานอยู่ย่านตลาดสี่มุมเมือง จังหวัดปทุมธานี แต่วันหนึ่งทั้งคู่โชคดีถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ 1 งวด เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2544 ได้เงินราว 5.6 ล้านบาท
หลังจากรับเง ินก้อนโต กัญรญาและสามีหอบลูกชาย 2 คน ซึ่งขณะนั้นคนหนึ่ง อายุ 4 ขวบ อีกคนอายุ 1 ขวบ กลับไปอยู่กับตาสาและยายแก้วที่บ้านซับสะเดา แต่เพราะความหวั่นเกรงปัญหาที่จะตามมาจากลาภก้อนโต โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย ทำให้ทั้งคู่เก็บงำเรื่องถูกลอตเตอรี่เป็นความลับ มีเพียงญาติพี่น้องไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้เรื่อง
กัญรญาต่อเติมบ้านเ ล็กๆ น้อยๆ ให้พ่อกับแม่พร้อมกับเปิดเป็นร้านขายของชำ ขณะที่นิคมนำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อรถบรรทุก 1 คัน ไว้รับซื้อพืชผลทางการเกษตรส่งขาย และผ่อนรถปิคอัพอีก 1 คัน ไว้ใช้จิปาถะ
ต ้นปี 2546 รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณประกาศทำสงครามใหญ่กับยาเสพติด โดยให้อำนาจเจ้าหน้าที่ตำรวจล้นฟ้า สามารถวิสามัญฆาตกรรมคนที่เชื่อว่าพัวพันยาเสพติดได้ตามอำเภอใจ แถมมีเงินหัวติดปลายนวมเป็นค่าลูกปืนให้อีกต่างหาก ทำให้มีการเข่นฆ่าชีวิตคนเป็นว่าเล่นไม่น้อยกว่า 2,600 ราย ในจำนวนนี้เกือบครึ่งหนึ่งเป็นผู้บริสุทธิ์ (ตัวเลขจากการแยกแยะของทางการเอง)
1 ในจำนวนศพที่ตายเกลื่อนเมืองนี้คือ กัญรญาและสามี
ก ารกลับมาอยู่บ้านของกัญรญาและสามีอย่างร่ำรวยผิดปกติ ทำให้เกิดการตั้งข้อสังเกตต่างๆ นาๆ พร้อมกับเสียงซุบซิบของชาวบ้าน แรกทีเดียวเธอก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะเชื่อในมั่นในความจริง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2546 ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มใหญ่พร้อมหมายศาลมาตรวจค้นบ้าน เพราะตั้งข้อสงสัยว่าเธอและสามีพัวพันยาเสพติด แต่ไม่พบสิ่งผิดกฎหมายใดๆ พร้อมกันนี้เธอและสามีได้แสดงหลักฐานการได้มาซึ่งทรัพย์สินอย่างถูกต้อง
ค รอบครัวของกัญรญามองโลกในแง่ดีว่า คงไม่มีเหตุรุนแรงใดๆนัก เช้ามืดวันที่ 28 มีนาคม นิคมขับรถพาเมียไปตัวอำเภอครบุรีเพื่อซื้อข้าวของ ส่วนหนึ่งเข้าร้านอีกส่วนหนึ่งไว้สำหรับงานทอดผ้าป่าของโรงเรียนประจำหมู่บ้ าน โดยมีเพื่อนบ้านติดรถไปตลาดด้วย 1 คน ระหว่างทางได้มีกลุ่มชายฉกรรจำนวนหนึ่งใช้ไฟฉายเรียกให้หยุด และให้ทั้งคู่ลงมานั่งกับพื้นข้างรถพร้อมกับจ่อยิงหัวอย่างเหี้ยมโหด ส่วนเพื่อนบ้านที่อยู่ในรถถูกไล่ให้กลับบ้าน
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มาตรวจสอบที่เกิดเหตุ และค้นพบยาบ้าจำนวน 17 เม็ดซุกซ่อนอยู่หลังเบาะรถ
หลังจากนั้นทรัพย์สินทั้งรถยนต์และเงินสดที่เหลืออยู่ในบัญชี 1.8 ล้านบาทต้องถูกทางการอายัดไว้หมด
ต าสาและยายแก้วเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของลูกสาวและลูกเขย ไม่ใช่เหตุผลแค่ความเป็นพ่อแม่เท่านั้น แต่เพราะพวกแกรับรู้เรื่องราวดีมาตั้งแต่ต้น เพียงแต่คนบ้านนอกอย่างแกพูดไปก็ไม่มีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองที่ไหนฟัง ยิ่งในยามสถานการณ์เชี่ยวกราดและคะแนนนิยมในตัวผู้นำประเทศพุ่งสูงลิ่ว เสียงอธิบายของคนแก่แทบไม่มีใครได้ยิน มีเพียงเพื่อนบ้านเท่านั้น ที่หลังจากรับรู้ต้นสายปลายเหตุต่างเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ของกัญรญาและสา มี เพราะรู้นิสัยใจคอกันมาตั้งแต่เด็ก และร่วมกันลงชื่อร้องเรียนมายังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
"ตอน นี้เขาคืนรถและเงินมาให้แล้ว" ตาสาเล่าถึงความลำบากที่ต้องขึ้นโรงขึ้นศาลอยู่หลายเที่ยว จนผ่านไป 1 ปี 6 เดือน จึงได้รับความเป็นธรรมคืนกลับมาบ้าง "ตอนนั้นต้องไปกู้เงินญาติพี่น้องมาทำศพพวกเขา ไหนจะต้องเสียค่ารถค่าลาอีก พอได้เงินคืนมาก็เอาไปใช้หนี้เขาจนแทบไม่เหลือ
" ทางการบอกว่าจะจ่ายเงินช่วยเหลือ 7.5 หมื่นบาท แถมบอกว่าถ้าไม่พอใจก็ให้ไปอุทธรณ์เอา แต่จนเดี๋ยวนี้แม้แต่เงินแดงเดียวลุงก็ไม่ได้เห็น" ตาสาบอกด้วยน้ำเสียงเหนื่อยหน่าย และไม่คิดจะไปเอาเรื่องเอาราวกับใครอีก "ชีวิตคนมันแค่ 7.5 หมื่นบาทเอง"
"เหลืออยู่คนเดียว อีกคนหนึ่งลูกชายที่บวชเป็นเจ้าอาวาสเอาไปเลี้ยงให้" ยายแก้วพูดถึงหลานกำพร้าทั้ง 2 คน โดยคนโตพอเข้าเกณฑ์เรียน พี่ชายของกัญรญานำไปอุปการะให้ "มันไม่ควรกำพร้าเลย เพราะพ่อแม่มันไม่ได้ทำอะไรผิด พอมีเงินมีทองมันก็อยากกลับมาอยู่กับพ่อกับแม่" หญิงชรายังอาลัยลูกสาว ซึ่งรางวัลที่ 1 ยายแก้วก็ไม่อยากได้ หากรู้ว่าต้องแลกด้วยชีวิตเช่นนี้
ห ัวอกคนเป็นแม่ชอกช้ำเพียงใดที่เลี้ยงลูกมาจนเติบใหญ่ ใกล้ได้พึ่งพายามแก่เฒ่า แต่จู่ๆ ลูกกลับถูกฆ่าตายโดยไร้ความผิดด้วยน้ำมือของคนที่อ้างว่าพิทักษ์บ้านเมือง
" ก็ภาวนาอย่าให้คนอื่นเจออย่างเรา ใครผิดจริงก็ไม่ว่าอะไรเลย แต่คนไม่ผิด อย่าไปฆ่าเขาเลย อย่างน้อยเรียกเขามาสอบถามสักหน่อยก็ยังดี" ตาสาพูดเหมือนเตือนสติใครบางคนที่ยามนี้ทำท่าจะอ้างประเด็นยาเสพติดมาสร้างค วามชอบธรรมให้ตัวเอง "จะฆ่ากันก็ไม่ว่า แต่ต้องสืบให้ดีก่อน ไม่ใช่แค่ได้ยินข่าวลือก็ยิงทิ้งแล้ว"
แม้ในวัยสังขารร่วงโรย แต่ตาสาและยายแก้วยังพากันแบกจอบเข้าไร่เหมือนที่เคยเหนื่อยตอนเลี้ยงกัญรญา เพียงแต่วันนี้ดูเหมือนจอบจะหนักกว่าเดิมเพราะเรี่ยวแรงอันถดถอย
โดยไม่รู้ว่าเวลาที่เหลืออยู่จะปุกปั้นชีวิตใหม่ให้เติบใหญ่ได้แค่ใหน
เสียงจาก กสม.
นายวสันต์ พานิช กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่ประธานอนุกรรมการตรวจสอบกรณีร้องเรียนเรื่องผู้เสียชีวิตจากกา รประกาศสงครามยาเสพติด กล่าวว่า นโยบายประกาศสงครามกับยาเสพติดของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 2,600 คน แต่หลังจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสถึงเรื่องนี้ ทำให้รัฐบาลไปแยกแยะผู้เสียชีวิตจน พบว่า ในจำนวนนี้มีผู้บริสุทธิ์อยู่กว่า 1,000 คน ซึ่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้รับการร้องเรียนเข้ามามาก และเท่าที่ตรวจสอบไปแล้วพบว่าผู้ที่ถูกฆ่าตายไม่น้อยกว่า 50 กรณีเป็นผู้บริสุทธิ์ เช่นเดียวกับกรณีของกัญรญาและสามี
"ไม่มีใครไม ่เห็นด้วยกับการปราบปรามยาเสพติด แต่ควรใช้กระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีศาลคอยตรวจสอบอยู่ แต่ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริสุทธิเสียชีวิตไปจำนวนมาก เพราะเป็นไปตามนโยบายของผู้นำรัฐบาล ซึ่งมีหนังสือเวียนไปยังหน่วยงานราชการให้ตัดยอดผู้ค้ายาเสพติดออกจากบัญชี โดย 1.จับกุม 2.วิสามัญฆาตกรรม 3.การเสียชีวิตด้วยประการใดๆ ซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมให้ใช้ศาลเตี้ย
"นโยบายให้ใช้ความรุนแรงนี ้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่ประสบความสำเร็จ ยิ่งการที่บอกว่าจะกลับมาปราบปรามอีกครั้ง แสดงว่าที่เคยประกาศไว้ว่าบ้านเมืองนี้ปลอดยาเสพติดแล้ว จึงไม่เป็นความจริง ที่สำคัญคือคนที่ตายส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านระดับล่าง แต่สำหรับพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ๆ หรือตัวการรายใหญ่ๆ แทบไม่เคยถูกจับได้เลย
" คนที่บริสุทธิจำนวนมากต้องตายไป แถมยังถูกกล่าวหาว่าพัวพันยาเสพติด ทำให้เขาเสียชื่อเสียงทั้งวงศ์ตระกูล บางส่วนแทบอยู่ในสังคมไม่ได้ แม้ภายหลังได้มีการพิสูจน์แล้วว่าเขาบริสุทธิ์ก็ตาม แต่รัฐบาลก็ไม่ได้เยียวยาอะไรเขาเลย และมีจำนวนมากที่ลูกหลานเขาต้องอยู่อย่างลำบาก เพราะผู้เสียชีวิตส่วนหนึ่งเป็นคู่สามี-ภรรยา ทำให้ลูกๆ ไม่มีใครเลี้ยงดู และอีกจำนวนมากเป็นหัวหน้าครอบครัว
"มีจำนวนมากที่ราชการไปยึดทรัพย์ เขา ยึดโดยไม่ดูข้อเท็จจริง เพราะกฎหมายให้ยึดได้เฉพาะทรัพย์สินที่ได้มาจากการต้ายาเสพติด แต่นี่ไปยึดเขาแม้กระทั่งหม้อหุงข้าว กระติกน้ำร้อน ที่เขาใช้ประจำวัน สร้างความเดือนร้อนให้คนในครอบครัวกันถ้วนหน้า พอยึดมาแล้วก็ไม่ได้ดูแล
" กสม.เคยทำรายงานเสนอไปยังรัฐบาลแล้ว โดยเฉพาะคนบริสุทธิ์ต้องรีบเข้าไปเยียวยาเขา ไม่ต้องรอให้เขามาร้อง แต่ต้องไปหาเขาเลย แต่ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลได้ทำอะไรไปบ้าง
"หากคุณทักษ ิณอ้างว่าการกลับมาเที่ยวนี้ เพราะต้องการปราบปรามยาเสพติดด้วยวิธีการเดิมๆ ผมว่าอย่ากลับมาเลย เพราะความรุนแรงที่ใช้ในครั้งก่อนนอกจากไม่ได้ผลแล้วยังสร้างปัญหาด้วย"
หน้า 8<
วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10305

0 Comments:
Post a Comment
<< Home