my clipping

ตัดข่าว นสพ. แบบออนไลน์....

Name:
Location: Thailand

Someone... on the sidewalk...

Saturday, December 17, 2005

"อภิสิทธิ์"ข้องใจปิดทาง ไม่ให้ต่างชาติทำสื่อสาร

"เพ้ง"เคาะรถไฟฟ้า10สาย5แสนล. ใช้เทิร์นคีย์ "เลี้ยบ"โต้เมกะโปรเจ็คต์โปร่งใส "อภิสิทธิ์"ข้องใจปิดทาง ไม่ให้ต่างชาติทำสื่อสาร

โฆษก รบ.แจงรัฐบาลมีแผนแม่บทเมกะโปรเจ็คต์อยู่แล้ว แค่เปิดให้ต่างชาติเสนอมาเปรียบเทียบ ยันทยอยทำโครงการที่สำคัญก่อนปัดเป็นการให้สัมปทานต่างชาติ มั่นใจโปร่งใส มี กก.ระดับชาติดูแล "อภิสิทธิ์"ข้องใจทำไมไม่เปิดให้ต่างชาติมาลงทุนด้านสื่อสารบ้าง "เพ้ง"เร่งจัดทำทีโออาร์รถไฟฟ้า 10 สาย เล็งใช้แบบเทิร์นคีย์ "หน่อย"สวนผู้นำฝ่ายค้านให้มีวิสัยทัศน์กว้าง คุยอิสราเอลสนใจร่วมประมูลเมกะโปรเจ็คต์ด้านน้ำ

@ โฆษกรบ.ตอบฝ่ายค้านสงสัยเมกะโปรเจ็คต์

เ มื่อวันที่ 16 ธันวาคม นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี โฆษกประจำสำนกนายกรัฐมนตรี แถลงตอบโต้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ที่ข้อสังเกตว่าอาจเกิดความไม่โปร่งใสขึ้นในการเปิดให้ชาวต่างชาติเข้ามาลงท ุนในโครงการลงทุนขนาดใหญ่(เมกะโปรเจ็คต์) ใน 8 ยุทธศาสตร์ 13 โครงการพร้อมตอบคำถาม 4 ข้อตามที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาถามมา

นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า การเปิดประมูลนานาชาติ(อินเตอร์เนชั่นแนล บิดดิ้ง) เป็นการดำเนินการในรูปแบบใหม่อาจทำให้หลายฝ่ายมีข้อกังวล ส่วนคำถามที่นายอภิสิทธิ์ ถามมา 4 ข้อ ขอชี้แจงดังนี้ 1.ความเป็นไปได้และผลตอบแทนในการลงทุน เรื่องนี้ส่วนราชการที่เป็นเจ้าของเมกะโปรเจ็คต์ได้ศึกษาโครงการของตนอย่างล ะเอียด และบางหน่วยงานได้จัดทำแผนแม่บทและเสนอต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) แล้ว เช่น โครงการอี-กัฟเวิร์นเมนต์ แต่ต่อมารัฐบาลได้ตั้งคำถามกับตัวเอง และไม่แน่ใจว่าแผนแม่บทที่เสนอมาเป็นสิ่งที่ดีที่สุดหรือไม่ จึงอยากประมวลความรู้จากทั่วโลกมาเพื่อให้เราได้สิ่งที่ดีที่สุด

"ถ้ านักลงทุนชาวต่างชาติเสนอแผนงานเหมือนแผนแม่บทที่ส่วนราชการจัดทำไว้แล้ว ก็จะเป็นเครื่องการันตีว่าสิ่งที่เราคิดและจะทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุด แต่ถ้าเขาเสนอสิ่งที่แตกต่างและมีเหตุผลที่น่าฟัง เราก็จะนำข้อเสนอของเขามาใช้เพื่อให้การลงทุนเกิดประโยชน์สูงสุด นี่จึงถือเป็นการทบทวนตัวเองของรัฐบาล" นพ.สุรพงษ์กล่าว

@ ยันทยอยทำโครงการที่สำคัญก่อน

น พ.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า 2.การจัดลำดับความสำคัญของโครงการและแผนงาน รัฐบาลไม่ได้จัดลำดับความสำคัญภายในโครงการเท่านั้นว่ารถไฟฟ้า 10 เส้นทางจะทำเส้นทางไหนก่อนหลัง แต่มีการจัดลำดับความสำคัญระหว่างโครงการด้วย โดยนำวินัยทางการคลังมากำกับคือ ในการลงทุนต้องก่อหนี้สาธารณะไม่เกินร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(จีดีพี) สัดส่วนรายจ่ายต่อปีงบประมาณต้องไม่เกินร้อยละ 16 ดังนั้น ในเดือนเมษายน 2549 ซึ่งจะเริ่มประมูล จึงไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลจะทำทุกโครงการพร้อมกัน ถ้าเสนอโครงการเข้ามาพร้อมกันแล้วทำให้หนี้สาธารณะสูงเกินร้อยละ 50 ของจีดีพี เราก็ไม่ทำทั้งหมด แต่จะเลือกดำเนินโครงการที่มีความสำคัญก่อน เช่น โครงการคมนาคมขนส่งเพราะจะลดการใช้พลังงาน โครงการพัฒนา 25 ลุ่มน้ำเพราะกระทบประชาชนจำนวนมาก โครงการด้านการศึกษาเพราะต้องเร่งพัฒนาความรู้ให้เยาวชน อาจจะทำได้ 3-4 โครงการ ถ้าได้เท่านั้นก็เท่านั้น ส่วนโครงการที่เหลือจะทยอยทำไปเมื่อจีดีพีสูงขึ้น แม้รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับโครงการคมนาคมขนส่ง แต่ไม่ได้หมายความว่ารถไฟฟ้าทั้ง 10 เส้นทางจะสร้างพร้อมกัน ถ้าเป็นอย่างนั้นจะเกิดวิกฤตใน กทม.แน่ แต่จะค่อยๆ สร้างไป โดยดูเหตุผลความจำเป็นที่บริษัทเอกชนเสนอว่าเหตุใดจึงต้องสร้างเส้นทางนี้ก่ อน

@ ยันไม่ปิดกั้นคนไทย-มีกก.ระดับชาติคุม

นพ.สุรพงษ์กล่าวว ่า 3.การมีส่วนร่วมของนักลงทุนไทยในโครงการต่างๆ ขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่เคยคิดปิดกั้นโอกาสนักลงทุนชาวไทย อย่างวันที่ 14 ธันวาคมที่ผ่านมา ได้เชิญภาคเอกชนไทยทั้งสภาอุตสาหกรรม หอการค้าไทย ประมาณ 60 คนมาร่วมรับฟังการกล่าวสุนทรพจน์ของนายกฯด้วย ดังนั้น ในโครงการต่างๆ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงการขนาดกลาง และโครงการที่ไม่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเกินไป หากเอกชนไทยมีความสามารถก็สามารถนำเสนอแผนงานแข่งกับนักลงทุนชาวต่างชาติได้ ถ้าข้อเสนอใกล้เคียงกันรัฐบาลพร้อมให้งานนักลงทุนชาวไทยด้วยซ้ำ หรือไม่อย่างนั้นเอกชนไทยอาจใช้วิธีไปร่วมลงทุนกับบริษัทต่างชาติ หรือไม่ก็ไปเป็นบริษัทรับเหมาช่วง(ซับคอนแทร็ก) อย่างโครงการคมนาคมขน สมมุติว่านักลงทุนชาวต่างชาติได้รับงานไป มันเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะขนคนงาน ขนวิศวกรจากประเทศเขามาคุมงานได้ตลอดเวลา

นพ.สุรพงษ์กล่าวต่อว่า 4.ความโปร่งใสในการดำเนินการ เรื่องนี้มีความชัดเจน นายกฯจะไม่เป็นประธานการประมูลเอง แต่จะมีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาพิจารณารายละเอียดทั้งหมด ซึ่งผู้ที่จะเชิญมาเป็นกรรมการมีทั้งนักวิชาการ ผู้แทนจากองค์กรอิสระและสภา เพื่อให้ปราศจากข้อครหา คาดว่าจะเห็นโฉมหน้าคณะกรรมการระดับชาติก่อนสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนมกราคม 2549 ที่จะมีการสัมมนากับผู้สนใจร่วมลงทุนเมกะโปรเจ็คต์กับรัฐบาล พร้อมๆ กับเห็นระเบียบพัสดุตัวใหม่ด้วย สาเหตุที่รัฐบาลต้องแก้ไขระเบียบพัสดุเพราะผู้ได้งานไม่จำเป็นต้องเสนอราคาต ่ำที่สุด แต่ต้องมีเงื่อนไขดีที่สุด

@ ปัดเป็นการให้สัมปทานต่างชาติ

" ขอยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่การให้สัมปทานต่างชาติแน่ ไม่ใช่พอเขาเข้ามาแล้วจะได้หากินอยู่ 20-30 ปี ตอนนี้ผู้เชี่ยวชาญทั่วโลกมีมาก แต่ตลาดระดับโลกมีไม่มาก ดังนั้นรัฐบาลจะเลือกในสิ่งที่ดีที่สุด และต้องไม่มีข้อผูกมัดระยะยาว ถ้าใครเสนอขอสัมปทาน รัฐบาลถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ไม่ดี แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขว่าจะมารับจ้างเราทำงาน ให้เราทยอยผ่อนชำระหนี้ได้ โดยอาจแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าการเกษตร(บาร์เตอร์เทรด) อย่างนี้เราถือว่าเป็นเงื่อนไขที่ดี เราก็จะจ้างคนนั้น ถ้ามันไม่โปร่งใสเสียตั้งแต่ต้น ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกก็จะไม่อยากมาร่วมงาน" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่นายกฯบอกว่าต้องเชิญชาวต่างชาติมาเสนอแผนงานเพราะประเทศไทยไม่มีองค์ความ รู้ ในเมื่อไม่มีองค์ความรู้จะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่ต่างชาติเสนอมาเป็นสิ่งที ่ดีที่สุด นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า ไม่ใช่ว่าไม่มีองค์ความรู้เลย ไม่ใช่ว่าหัวว่าง ไม่มีอะไรในสมองเลย แต่รัฐบาลอยากได้ความมั่นใจว่าองค์ความรู้ที่มีอยู่ทั่วโลกไม่ได้แตกต่างจาก องค์ความรู้ที่ได้จากที่ปรึกษา เพราะบางครั้งที่ปรึกษาอาจจะไม่ได้หยิบความรู้ด้านนั้นๆ มาประยุกต์ก็ได้ ถ้าเรารีบลงทุนแล้วมาเจอภายหลังก็จะเสียดาย

เมื่อถามว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายว่าการลงทุนเมกะโปรเจ็คต์ใน 8 ยุทธศาสตร์ 13 โครงการจะแล้วเสร็จเมื่อไร นพ.สุรพงษ์กล่าวว่า "เรื่องนี้เป็นแผนพัฒนาประเทศ ดังนั้น จึงไม่จำเป็นต้องเสร็จภายใน 3 ปีก่อนการเลือกตั้งปี 2552 เพราะเราไม่ได้หวังผลตรงนั้น แต่เราทำเพื่อพัฒนาประเทศในระยะยาว"

@ ย้ำถังไม่แตกคุยเรื่องเงินไม่มีปัญหา

ผ ู้สื่อข่าวถามว่า แต่ฝ่ายค้านระบุว่าการใช้รูปแบบบาร์เตอร์เทรดขาดความโปร่งใสที่สุด นพ.สุรพงษ์หัวเราะก่อนบอกว่า "คนพูดเรื่องนี้ไม่เข้าใจว่าหลักบาร์เตอร์เทรดว่าคืออะไร คือแทนที่เราจะจ่ายเงินให้บริษัทต่างๆ เราก็จ่ายเงินให้เกษตรชาวไทยแทน มันทำให้เกษตรกรชาวไทยมีตลาดที่ชัดเจน ทั้งนี้เราไม่ได้จำกัดจำนวนโครงการที่จะใช้วิธีบาร์เตอร์เทรด ถ้าใครมีข้อเสนอที่น่าพอใจเราก็จะให้ลงทุนด้วย"

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าสาเหตุที่รัฐบาลต้องเลื่อนเวลาประมูลเมกะโปรเจ็คต์ออก ไปเป็นช่วงเมษายน 2549 เป็นเพราะถังแตก ไม่มีเงิน ต้องรอรายได้จากการจัดเก็บภาษี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่เกี่ยวกันเลย เรื่องงบประมาณ ไม่มีปัญหาเลย ล่าสุดกระทรวงการคลังก็รายงานในที่ประชุม ครม.ว่ารายได้ที่จัดเก็บได้ในเดือนตุลาคม-พฤศจิกายนสูงกว่าที่มีการประมาณกา รเอาไว้ ความจริงถ้าจะทำตามเดิมคือเดือนมกราคม 2549 ก็เริ่มประมูลได้ เงินมีอยู่ แต่ถ้าถามว่าถ้ารออีก 2-3 เดือนแล้วได้สิ่งที่ดีที่สุดน่าจะดีกว่าหรือไม่

@ อิสราเอลสนร่วมประมูลเมกะโปรเจ็คต์น้ำ

ค ุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการหารือร่วมกับนายเอฮุด โอเมิท รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม การค้าและแรงงาน ประเทศอิสราเอล ว่า อิสราเอลแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมการประมูลงานโครงการเมกะโปรเจ็คต์เรื่องน ้ำ โดยจะส่งเจ้าหน้าที่และนักวิชาการเข้ามาทำการศึกษาเข้ามูลเรื่องน้ำของประเท ศไทยอย่างละเอียด โดยรูปแบบโครงการน้ำที่จะเปิดประมูลจะเน้นหนักไปที่การทำระบบผันน้ำในแต่ละพ ื้นที่เป็นหลัก ซึ่งระหว่างการหารือนายเอฮุด ยังกล่าวชื่นชมแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ เกี่ยวกับการเปิดประมูลแบบใหม่ของไทย ที่ให้ต่างชาติเข้ามาร่วมประมูลงาน ซึ่งจะทำให้ไทยมีโอกาสรับทราบความก้าวหน้าในเทคโนโลยีของชาวต่างชาติ

ค ุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า กรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่าไทยจะเสียผลประโยชน์นั้น อยากให้นายอภิสิทธิ์เปิดใจให้กว้างมากกว่านี้ เพราะเจตนาสำคัญของรัฐบาลที่จะให้ต่างประเทศเข้ามาประมูลงานคือ การหาเทคโนโลยีที่ดีสุดมาใช้

"ท่านผู้นำฝ่ายค้านควรจะมีวิสัยทัศน์ ที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่มองอะไรเพียงด้านเดียว เพราะรัฐบาลมองเรื่องผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลักอยู่แล้ว" คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวและว่า การประมูลงานระดับนานาชาตินั้น ผู้ประกอบการไทยก็มีสิทธิเข้าร่วม เพราะจะไม่ใช่ลักษณะการหาผู้รับเหมามาดำเนินงาน แต่เป็นการตั้งโจทย์เกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

@ "เพ้ง"ประมูลแบบเทิร์นคีย์รถไฟฟ้า10สาย

น ายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวในงานสัมมนาวิชาการเรื่อง "การพัฒนาระบบขนส่งมวลชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาเมือง และการแก้ไขปัญหาการจราจรที่ยั่งยืน" ถึงความคืบหน้าการเปิดประมูลการก่อสร้างโครงข่ายระบบขนส่งมวลชน 10 เส้นทาง ว่า เร่งจัดทำข้อมูลและขอบเขตของการจัดทำทีโออาร์(เงื่อนไขการยื่นข้อเสนอ) เพื่อประกวดราคา โดยใช้วิธีการเปิดประมูลนานาชาติแบบเทิร์นคีย์(จ้างเหมาเบ็ดเสร็จ) ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ยื่นข้อเสนอทั้งทางด้านเทคนิค การเงิน แผนงาน และแผนการลงทุน อาจจะเป็นการลงทุนแบบการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน ของภาครัฐ(Public & Private Participation : PPP) หรือ การร่วมลงทุนแบบก่อสร้างและเข้ารับสัมปทาน(Build Operate & Transfer : BOT) โดยฝ่ายไทยจะพิจารณาเลือกข้อเสนอที่ดีและเหมาะสมที่สุด

นายพงษ์ ศักดิ์กล่าวว่า ในอนาคตความต้องการในการเดินทางของประชาชนในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจะเพิ่ม สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ในขณะที่โครงข่ายถนนและระบบขนส่งสาธารณะไม่สามารถตอบสนองได้อย่างทั่วถึง ดังนั้น ภายใต้งบประมาณ 555,737 ล้านบาท แผนการดำเนินงานด้านการวางโครงข่ายระบบขนส่งมวลชนต้องพิจารณาบนพื้นฐานที่เห ็นประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก ซึ่งนำไปสู่การให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลและหันมาใช้ระบบขนส่งสาธาร ณะมากขึ้น

@ "อภิสิทธิ์"ข้องใจไม่ให้ต่างชาติลงทุนสื่อสาร

นา ยอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า วันนี้รัฐบาลหมดกำลังจะไปต่อรองกับผู้ลงทุนต่างชาติว่าจะให้นักลงทุนทำอะไร จึงต้องสัมปทานเลหลังประเทศ บอกว่าใครต้องการอะไรก็เข้ามา ให้เลือกทำธุรกิจได้แทบทุกอย่าง ไม่เว้นแม้แต่ความมั่นคง ยกเว้นเรื่องเดียวที่รัฐบาลไม่เปิดโอกาสให้เข้ามาคือ ด้านโทรคมนาคม จริงอยู่ที่รัฐบาลบอกว่าการเชิญนักลงทุนต่างชาติมาไม่ต้องใช้เงิน แต่ผู้มาลงทุนย่อมได้ประโยชน์จากเงื่อนไขหรือสัมปทานในการเข้ามาลงทุน และการให้ต่างชาติเข้ามาก็เป็น "วิน-วิน" คือ ได้ทั้งคู่คือนักลงทุนและรัฐบาลที่จัดสรรเค้กกัน แต่ไม่ใช่ "วิน-วิน-วิน" ซึ่งวินตัวที่สามคือ ประชาชน เพราะไม่มีส่วนร่วมที่จะไปบอกว่าต้องการอะไร

หน้า 1



จาก หนังสือพิมพ์มติชน : หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ 17 ธ.ค. 2548

เซ็งลี้ประเทศไทย ใครยกประเทศให้ทักษิณ?

รัฐบาลในอดีต เคยถูกกล่าวหาว่า "ขายชาติ" เพราะค้าขายกับต่างชาติ และเปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาหาผลประโยชน์กับสมบัติของแผ่นดินไทย
น่าแปลกใจ ในสมัยรัฐบาลทักษิณ-ไทยรักไทย ปรากฏว่า มีการอ้างว่าแปรรูปรัฐวิสาหกิจแต่ข้อเท็จจริงเป็นการขายรัฐวิสาหกิจขนานใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น ปตท. การบินไทย แล้วยังเตรียมจะขายการไฟฟ้า การประปา ฯลฯ มีการทำข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศเอฟทีเอ(FTA) ที่ทำให้ชาติสูญเสียอธิปไตยทางเศรษฐกิจการคลัง
ล่าสุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ถึงกับเชิญชวนคณะทูตจาก ๕๒ ชาติเข้าร่วม ฟังนโยบายของตน ที่ต้องการจะเปิดให้ชาวต่างชาติเสนอแนวคิดพัฒนาชาติไทยและเลือกลงทุนในโครงก ารขนาดใหญ่ของประเทศไทย
เป็นการเปิดประมูลประเทศแบบฟรีสไตล์ เปิดบ้านให้เอกชนต่างชาติเสนอขายในสิ่งที่ตนถนัดและสนใจ หรือสิ่งที่ตนต้องการจะทำกับประเทศไทย โดยเอกชนต่างชาติที่สนใจ จะได้นำเสนอตั้งแต่แนวคิด เทคโนโลยี และเงินลงทุนในโครงการเหล่านั้น ในแบบที่ไม่มีข้อจำกัดเบื้องต้น
เรียกว่า ผู้ประมูลจะเป็นผู้กำหนดทีโออาร์ เลือกว่าจะทำอะไร แค่ไหน อย่างไร
หรือพูดง่ายๆ ว่า ต่างชาติรายใด มองเห็นโอกาส ช่องทาง ทรัพยากรของแผ่นดินไทย ที่ดูว่าน่าจะหยิบจับขึ้นมาทำโครงการขนาดใหญ่ ก็สามารถนำเสนอแนวคิด โครงการ เทคโนโลยีและเงินลงทุนแก่รัฐบาลทักษิณ
ไม่ว่าจะเป็น โครงการขนส่งมวลชน รถไฟฟ้า การจัดการทรัพยากรน้ำ การขนส่งสินค้าและบริการ การพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศและข้อมูลข่าวสาร การพัฒนาการศึกษา ระบบสาธารณสุข หรือแม้แต่ระบบป้องกันประเทศ ก็ยังจะให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนด้วย
มองในแง่ดี การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แสดงความ "เปิดกว้าง" ในระดับที่เรียกได้ว่า "อ้าซ่า" แก่นักลงทุนต่างชาติขนาดนี้ หากไม่มีการล็อกสเปก ไม่มีการผูกขาดโดยนายหน้ารัฐบาล ไม่มีข้อจำกัดเบื้องต้นจริงๆ ก็น่าจะทำให้เกิดการระดมมันสมองขนานใหญ่ ว่าจะพัฒนาประเทศไทยใน "ท่วงท่า" ไหนดี
อันไหนดี อันไหนคุ้ม อันไหนเป็นประโยชน์แก่ชาติบ้านเมืองก็หยิบขึ้นมาทำ
แต่ถ้ามองในอีกแง่หนึ่ง นโยบายนี้ก็คือการเปิดท้ายขายของระดับชาติ เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาเลือกหาชิ้นส่วนประเทศไทย เพื่อหยิบฉวยขึ้นมาทำมาหากินร่วมกัน
ยิ่งในขณะนี้ โครงสร้างอำนาจการเมืองของประเทศไทยถูกผูกขาด ความโปร่งใสอยู่ในระดับต่ำ การตรวจสอบรัฐบาลไม่มีประสิทธิภาพ ปัญหาการทุจริตข้ามชาติก็ยังไม่สร่างซา
กลัวจะเป็นการ "เซ็งลี้" ประเทศ ในยาม "ถังแตก" เสียล่ะมากกว่า!
การที่รัฐบาลทักษิณ มีสเปกเอาไว้ในใจ แต่ไม่ยอมกำหนดออกมาเป็นเงื่อนไข ประกาศให้รับรู้ชัดเจนตายตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการผ่อนชำระโครงการโดยจ่ายเป็นสินค้าเกษตรส่วนหนึ่ง หรือข้อจำกัดในเรื่องสัดส่วนหนี้ต่างชาติต่อจีดีพี ซึ่งในที่สุด ผู้ที่จะได้โครงการไปทำก็ต้องเป็น "คนที่รู้ใจรัฐบาล" รู้ตื้นลึกหนาบาง รู้ช่องทางการเจรจาต่อรอง การกำหนดเงื่อนไขที่จะถูกใจคนในรัฐบาล หรือยัดเงินให้คนบางตระกูลในรัฐบาลได้
เพราะทุกเงื่อนไขเป็นเรื่องที่ "คุยกันได้"
ถ้านักลงทุนเป็นฝรั่งที่ไม่รู้ใจ ก็จะต้องติดต่อกับนายหน้า ติดต่อหาผู้ร่วมทุนคนไทยที่เป็นคนใน หรือเป็นคนรู้ใจรัฐบาล คนที่จะได้รับผลประโยชน์แน่ๆ ก็คงหนีไม่พ้นคนในเครือๆ รัฐบาล นั่นเอง
แนวคิดของผู้นำรัฐบาลที่ว่า "การดำเนินการอย่างนี้ยังไม่เคยมีใครทำ ไทยจะเป็นประเทศแรกของโลกที่จะทำ เราจะไม่ผ่อนความเจริญ แต่จะยอมผ่อนเงินเพื่อให้เกิดความเจริญ" จึงเป็นแนวคิดน่ากลัวมากกว่าจะน่าสรรเสริญ เพราะประเทศไทยไม่ใช่ที่ดินส่วนตัว ที่ใครนึกอยากจะเอาไปจำนอง เอาเงินมาสร้างบ้านก็จะทำได้ง่ายๆ
ในระบบบริษัท ถ้าซีอีโอจะเจรจาตกลง ซื้อ-ขาย-ให้เช่า เกี่ยวกับทรัพย์สินของบริษัท ถ้าเป็นการเจรจาขนาดใหญ่ ก็จะต้องขอความเห็นชอบจากตัวแทนผู้ถือหุ้นบริษัทเสียก่อน แต่ในระบบประชาธิปไตยของประเทศไทย นายกฯ ทักษิณ สามารถจะตัดสินใจทำอะไรกับทรัพยากร ทรัพย์สินของชาติ เปิดให้คนต่างชาติเข้ามาหาผลประโยชน์ โดยไม่ต้องถามตัวแทนประชาชนเจ้าของประเทศตัวจริงเสียก่อนเลย
ใครยกประเทศไทยให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งแต่เมื่อไหร่
ไม่อยากวิจารณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ มากไปกว่านี้ แต่อยากวิจารณ์ว่า คนไทยทำไมถึงยอมให้ทักษิณทำกับประเทศได้ ขนาดนี้!

สารส้ม


จาก "กวนน้ำให้ใส" แนวหน้า 16 ธ.ค. 48